หน้าแรก  |   เกี่ยวกับองค์กร  |   ติดต่อเรา  |   แผนผังเว็บ 12 พฤศจิกายน 2562 
ชื่อ :
รหัสผ่าน :
:::     อิสลาม       :       ศาสดา     :     อะฮฺลุลบัยตฺ     :     คุณค่าด้านศีลธรรม     :     สังคม ครอบครัว     :     ขุมทรัพย์แห่งปัญญา     :     อิมามียะฮ์ เจอร์นัล     :     กิจกรรม     :     มัลติมีเดีย     :::
นักวิชาการมุสลิม
Send to friends Print this page

อะบูอับดุลลอฮฺ มุฮัมมัด อิบนฺ บัตตูตา

นักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่

อะบู อับดุลลอฮฺ มุฮัมมัด อิบนฺ บัตตูตา เกิดที่ประเทศโมรอคโค เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1304 เมื่อเขาอายุได้ยี่สิบเอ็ดปี เขาเริ่มต้นการเดินทางที่ใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 30 ปี หลังจากนั้นเขาได้กลับมายังเมืองเฟ็ซ ประเทศโมรอคโคและเขียนบันทึกการเดินทางของเขา หรือที่รู้จักกันว่า การเดินทางของอิบนฺ บัตตูตา (Rihala or Ibn Battuta) เขาเสียชีวิตที่เมืองเฟซ ในปี ค.ศ.1369

อิบนฺ บัตตูตา เป็นนักเดินทางในยุคกลางเพียงคนเดียวที่ได้ไปเยือนประเทศมุสลิมในสมัยของเขาครบทุกประเทศ เขายังได้เดินทางไปยังซีลอน หรือประเทศศรีลังกาปัจจุบัน จีน ไบแซนติอุม และรัสเซียใต้ ระยะทางการเดินทางของเขารวมกันแล้วประมาณว่าไม่ต่ำกว่า 75,000 ไมล์ เป็นระยะทางที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนสมัยของการใช้เครื่องบิน

การเดินทาง

ในการเดินทางของเขา อิบนฺ บัตตูตา ใช้เส้นทางผ่าน แอลจีเรีย ตูนิเซีย อียิปต์ ปาเลสไตน์ และซีเรีย ไปยังมักกะฮฺ หลังจากไปเยือนอิรัก ซีราซ และเมโสโปเตเมียแล้ว เขาได้เดินทางกลับไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่มักกะฮฺอีกครั้งหนึ่ง และพักอยู่ที่นั่นเป็นเวลาสามปี หลังจากนั้นจึงเดินทางไปญิดดะฮฺ แล้วข้ามทะเลไปยังเยเมน ไปเยือนเอเดน และล่องเรือไปยังมอมบาซา ทางตะวันออกของแอฟริกา หลังจากขึ้นไปถึงคุลวาแล้วเขาได้กลับมายังดอมาน และกลับไปแสวงบุญที่มักกะฮฺอีกครั้งในปี 1332 ผ่านทางโฮร์มุซ ซีราฟ บาห์เรน และยามามา 

ต่อมาในภายหลังเขาออกเดินทางด้วยจุดมุ่งหมายที่จะไปอินเดีย แต่เมื่อไปถึงญิดดะฮฺ เขาได้เปลี่ยนใจ (อาจจะด้วยเหตุผลที่หาเรือไปยังอินเดียไม่ได้) และไปเยือนไคโร ปาเลสไตน์ และซีเรียอีกครั้ง หลังจากนั้นก็ไปถึงอาลียา(เอเชียไมเนอร์) ทางทะเล และข้ามไปยังอนาโตเลียและสิโนเป ต่อมาเขาจึงได้ข้ามทะเลดำ และหลังจากการเดินทางอันยาวไกลเขาก็ไปถึงคอนสแตนติโนเปิลผ่านทางตอนใต้ของยูเครน

ระหว่างการเดินทางกลับ เขาได้ไปเยือนคูรอซานโดยผ่านทางคาวาริสม์(คีวา) และได้ไปเยือนเมืองสำคัญๆ อย่างเช่นเมืองบุคอรอ, บัลค์, ฮีรอต, ตูซ, มัชฮัด และนิชาพูรฺ เขาได้ข้ามภูเขาฮินดูกุชโดยใช้ทางผ่านคาวักซึ่งสูง 13,000 ฟุต ไปยังอัฟกานิสถาน และผ่านไปยังกาไน และคาบูล เข้าไปสู่อินเดีย หลังจากไปเยือนเมืองลารี(ใกล้กับการาจีปัจจุบัน), ซักกูรฺ, มุลตาน, เซอร์ซา และฮันซีแล้ว เขาก็ไปถึงยังเมืองเดลฮี

อิบนฺ บัตตูตา ได้รับการอุปถัมภ์จากสุลตาน มุฮัมมัด ตุกลักเป็นเวลาหลายปี และต่อมาภายหลังได้เป็นทูตของสุลตานไปยังประเทศจีน ด้วยการตัดผ่านประเทศอินเดียและมัลวา เขาได้ลงเรือจากคัมเบย์ไปยังกัว และหลังจากการเยือนเมืองท่าสำคัญๆ บนแนวชายฝั่งมาลาบาร์แล้ว เขาก็ได้ไปถึงเกาะมัลดีฟ จากที่นั่นเขาได้ข้ามไปยังซีลอน เขายังเดินทางต่อไปจนขึ้นฝั่งที่ชายฝั่งมะอฺบารฺ(โคโรแมนเดล) และเมื่อกลับไปถึงมัลดีฟอีกครั้ง ในที่สุดเขาก็ได้ล่องเรือไปยังเบงงกอล และไปเยือนกัมรัพ, ซีลเฮ็ท และโซนาร์กอน (ใกล้กับดักกา) เมื่อล่องเรือไปตามแนวชายฝั่งอารากันแล้วเขาได้ไปถึงสุมาตราและต่อมาก็ขึ้นฝั่งที่แคนตันผ่านทางแหลมมลายูและกัมพูชา

ในประเทศจีนเขาได้เดินทางขึ้นเหนือไปยังปักกิ่ง ผ่านไปหังโจว ในขากลับเขาได้กลับไปยังคาลิคัท และลงเรือไปยังดาฟารีและมัสกัต และผ่านไปทางปารีส(อิหร่าน), อิรัก, ซีเรีย, ปาเลสไตน์ และอียิปต์ จากนั้นเขาไปแสวงบุญที่มักกะฮฺเป็นครั้งที่เจ็ดและครั้งสุดท้ายในเดือนพฤศจิกายน ปี 1348 และหลังจากนั้นเขาได้เดินทางกลับไปยังบ้านเมืองของเขาที่เฟซ การเดินทางของเขาไม่ได้สิ้นสุดลงที่นี่ ต่อมาภายหลังเขาได้ไปเยือนดินแดนมุสลิมของประเทศสเปน และแผ่นดินไนจีเรียผ่านทางทะเลทรายซาฮาร่า

เมื่อเดินทางกลับมาที่เฟซ อิบนฺ บัตตูตา ได้ให้อิบนฺ ญูซี อัล-กัลบี เป็นผู้บันทึกการเดินทางของเขา

ผลงานเขียน

เพื่อสัมผัสถึงเนื้อหาใจความในงานเขียนเล่าเรื่องราวของอิบนฺ บัตตูตา จะขอนำตัวอย่างเพียงบางส่วนจากหนังสือของเขามานำเสนอ ซึ่งสะท้อนให้เห็นระบบการดำเนินงานเพื่อความมั่นคงปลอดภัยทางสังคมของโลกมุสลิมในช่วงต้นของศตวรรษที่ 14

"ในบรรดาการบริจาคในหนทางของศาสนา น่าจะพูดถึงดามัสกัสเป็นอย่างยิ่ง มีการบริจาคเพื่อการช่วยเหลือผู้คนที่ไม่มีความสามารถเดินทางไปแสวงบุญที่มักกะฮฺได้ ซึ่งบางคนก็ได้จ้างคนอื่นให้ไปแทน ยังมีการบริจาคอื่นๆ เพื่อสนับสนุนในการจัดหาชุดแต่งงานให้แก่หญิงสาวที่ครอบครัวของพวกเธอไม่มีความสามารถจัดหาให้ได้ และการบริจาคเพื่อปลดปล่อยนักโทษให้เป็นอิสระ ยังมีการบริจาคเพื่อนักเดินทาง นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมที่พวกเขาได้รับการให้อาหาร เสื้อผ้า และค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการบริจาคเพื่อการปรับปรุงและปูพื้นถนนด้วย เพราะถนนหนทางในดามัสกัสจะปูพื้นทั้งสองด้าน เพื่อให้ผู้โดยสารเดิน ในขณะที่คนขับขี่ใช้ทางถนนที่อยู่ตรงกลาง"

และนี่คือตัวอย่างที่บรรยายให้เห็นเมืองแบกแดดในช่วงต้นศตวรรษที่ 14

"หลังจากนั้นเราได้เดินทางไปยังแบกแดด ดินแดนแห่งสันติสุขและเมืองหลวงของอิสลาม มีสะพานสองแห่งเหมือนกับที่ฮิลลา ซึ่งประชาชนเดินข้ามกันทั้งวันทั้งคืน ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ห้องอาบน้ำที่แบกแดดถูกสร้างขึ้นเป็นอย่างดีและมีมากมาย ส่วนใหญ่ทาด้วยน้ำมันดิบ ซึ่งจะทำให้ดูเหมือนเป็นหินอ่อนสีดำ น้ำมันดิบนี้นำมาจากบ่อน้ำพุธรรมชาติที่อยู่ระหว่างกูฟาและบัสรอ ซึ่งมันไหลจากที่นั่นอย่างต่อเนื่อง มันรวมตัวกันอยู่ทั้งสองฝั่งของบ่อน้ำพุเหมือนเดินเหนียว มันจะถูกตักขึ้นมาและส่งไปยังแบกแดด ห้องอาบน้ำแต่ละแห่งจะมีห้องน้ำส่วนตัวอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ละห้องก็จะมีอ่างอาบน้ำไว้ในมุมหนึ่งด้วย พร้อมกับก๊อกน้ำสองอันสำหรับน้ำร้อนและน้ำเย็น คนที่มาอาบน้ำทุกคนจะได้รับผ้าเช็ดตัวสามผืน ผืนหนึ่งไว้นุ่งรอบเอวเมื่อตอนเข้าไป อีกผืนหนึ่งไว้นุ่งเมื่อกลับออกมา และผืนที่สามมีไว้เพื่อเช็ดตัวให้แห้ง"

นักเดินทางที่ถูกลืม

การเดินทางข้ามทะเล และหลักฐานการเดินเรือของอิบนฺ บัตตูตา แสดงให้เห็นว่ามุสลิมในเวลานั้นก็มีความสามารถอย่างสมบูรณ์ในทะเลแดง ทะเลอาหรับ มหาสมุทรอินเดียและน่านน้ำจีน นอกจากนี้แล้วยังเห็นได้ว่า ถึงแม้พ่อค้าชาวคริสเตียนจะเป็นอุปสรรคอยู่บ้าง แต่การเจรจาทางด้านการค้าส่วนใหญ่ก็ทำไปบนพื้นฐานของความเท่าเทียมกันและ ความเคารพซึ่งกันและกัน

อิบนฺ บัตตูตา หนึ่งในนักเดินทางคนสำคัญตลอดกาลได้ไปเยือนเมืองจีนหลังมาร์โคโปโล 60 ปี แต่เขาเดินทางเป็นระยะทาง 75,000 ไมล์ซึ่งมากกว่ามาร์โคโปโล แต่เรื่องราวของเขาไม่เคยถูกกล่าวถึงในหนังสือภูมิศาสตร์ที่ใช้สอนในประเทศมุสลิมเลย แล้วนับประสาอะไรกับประเทศตะวันตก ผลงานทางด้านภูมิศาสตร์ของอิบนฺ บัตตูตา มีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้นักภูมิศาสนาคนอื่นๆ แต่กระนั้น เรื่องราวการเดินทางของเขาก็ยังหาอ่านได้ยาก นอกจากสำหรับผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เห็นได้จากการละเว้นที่จะไม่อ้างอิงถึงหนังสือทางภูมิศาสตร์ของเขา นักประวัติศาสตร์ นายแพทย์ นักดาราศาสตร์ นักวิทยยาศาสตร์ และนักเคมีชาวมุสลิมผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหมดก็มีชะตากรรมเช่นเดียวกัน เราสามารถเข้าใจได้ดีว่าทำไมชาวมุสลิมผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้จึงถูกเมินเฉยจากชาวตะวันตก แต่สำหรับรัฐบาลในประเทศมุสลิมที่ทำไม่แตกต่างกันนี้เราไม่อาจเข้าใจได้

ในการต่อสู้กับความสับสนวุ่นวายที่ตกต่ำซึ่งระบาดไปทั่วประชาชาติมุสลิมขณะนี้ เราต้องค้นหาผลงานของชาวมุสลิมที่โดดเด่น ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม และดาราศาสตร์ออกมาเผยแพร่ เพราะสิ่งนี้จะช่วยสนับสนุนส่งเสริมเยาวชนมุสลิมรุ่นใหม่ให้มีความมุ่งมั่นในสาขาวิชาเหล่านี้ และไม่คิดไปว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นั้นอยู่ไกลเกินเอื้อมถึง

 

 

 

ลิงค์อื่นๆ :
  อาจารย์สมชัย นักดาราศาสตร์มุสลิมไทยได้กลับสู่ความเมตตาของอัลลอฮ์แล้ว
  จุฬาราชมนตรี ตำแหน่งผู้นำมุสลิมของไทย
  โอมาร์ คัยยัม
  อะบูอับดุลลอฮฺ อัล-บัตตานี
  นัสรุดดีน อัล-ตูซี
  อบุลกอซิม อัซ-ซะฮฺรอวี
  ญะลาลุดดีน รูมี
  อับบาส อิบนฺ ฟิรฺนาส
  อิมามญะอ์ฟัร ซอดิก (อ.) ปรมาจารย์แห่งวิทยาศาสตร์
  อิบนู บัตตูตา

Strict Standards: Non-static method Answers_html::show() should not be called statically in /home/ahlulb/public_html/include/discuss.php on line 299
แสดงความคิดเห็น

 

กุรอาน – ซุนนะฮ์
  กุรอาน
  ซุนนะฮ์
โลกอิสลาม
  ประเทศอิสลาม
  นักวิชาการมุสลิม
  อิมามมะฮ์ดี (อ.)
  ดุอาอ์ ซิยาเราะฮ์
โครงการ
  ช่วยเหลือ Helping Hands
  การศึกษา Education
  ชีวิตสมบูรณ์ Wholistic Life
  การส่งเสริม Public Promotion
ห้องสมุด
  กวีธรรม
  แนะนำหนังสือ
สนับสนุนองค์กร
  สินค้าองกรค์
  สินค้าโครงการ
  มีส่วนร่วมกับเรา
  บริจาค
 
Copyrights© 2009 www.ahlulbait.org All Rights Reserved.