ขุมทรัพย์แห่งปัญญา : เสียงที่ไพเราะที่สุด

เสียงที่ไพเราะที่สุด

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกษัตริย์เปอร์เซียพระองค์หนึ่งผู้ทรงชื่นชอบการถามปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งชอบถามปัญหากับที่ปรึกษาสี่คนของพระองค์ บางครั้งพระองค์ทรงรู้คำตอบ แต่หลายครั้งที่พระองค์ไม่รู้ พระองค์ถามเพื่อจะฟังว่าที่ปรึกษาของพระองค์จะตอบอย่างไร

วันหนึ่ง ก่อนเริ่มต้นเดือนรอมฎอน เดือนที่เก้าตามปฏิทินของอิสลาม กษัตริย์เปอร์เซียถามที่ปรึกษาทั้งสี่ของพระองค์ว่า "เสียงอะไรไพเราะที่สุด?"

ที่ปรึกษาคนที่หนึ่งตอบทันทีว่า "โอ้ฝ่าบาท เป็นคำถามที่ง่ายมาก เสียงที่ไพเราะที่สุดก็คือเสียงขลุ่ยนั่นเอง"

ที่ปรึกษาคนที่สองแย้งว่า "จริงอยู่ เสียงขลุ่ยเป็นเสียงที่ไพเราะ แต่เสียงที่ไพเราะที่สุดคือเสียงพิณต่างหาก"

ที่ปรึกษาคนที่สามไม่เห็นด้วยแล้วพูดว่า "ทั้งขลุ่ยและพิณก็มีเสียงไพเราะอยู่ แต่ข้าเคยได้ยินเสียงไวโอลิน และมันเป็นเสียงที่ไพเราะที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา"

กษัตริย์มองไปยังที่ปรึกษาคนที่สี่ซึ่งยิ้มเฉยอยู่ พระองค์จึงกล่าวว่า "อืมม ดูเหมือนที่ปรึกษาคนที่สี่ของข้าจะยังไม่พร้อมที่จะให้คำตอบ ข้าจะรอจนกว่าเขาจะพร้อม"

วันเวลาผ่านไป จนเดือนรอมฎอนเริ่มต้น กษัตริย์จึงหยุดการถามปัญหาแล้วใช้เวลามากขึ้นในการทำนมาซ ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในเดือนรอมฎอน

ระหว่างเดือนรอมฎอนนี้ มุสลิมทุกคนจะละเว้นจากการกินและการดื่มตั้งแต่รุ่งสางจนถึงดวงอาทิตย์ตก การถือศีลอดในเดือนรอมฎอนนี้ถือเป็นหนึ่งในห้าเสาหลักของศาสนาอิสลาม การถือศีลอดมีจุดมุ่งหมายหลายประการ ประการแรก เวลาและพลังงานที่ใช้ไปในการเตรียมอาหารและการดื่มกินสามารถนำมาใช้ในการพิจารณาทบทวนตัวเองและทำนมาซ ประการที่สอง การถือศีลอดเป็นการเตือนใจให้นึกถึงคนที่ยากจนและได้รู้ความความรู้สึกหิวเป็นอย่างไร การบริจาคทานเป็นเสาหลักอีกอย่างหนึ่งในอิสลาม ประการที่สาม การถือศีลอดช่วยสอนให้คนรู้จักควบคุมตัวเอง ถ้าเขาสามารถหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆ ที่เป็นผลดีต่อเขาได้ ก็จะเป็นการง่ายกว่าในการหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นผลร้ายต่อเขา

หลังอาทิตย์ตกในแต่ละวัน จะเป็นเวลาของการละศีลอดด้วยมื้ออาหารที่เรียกว่าอิฟตัรฺ มุสลิมมักจะเชิญญาติมิตรมาร่วมละศีลอดในมื้ออิฟตัรฺนี้บ่อยๆ

มันจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติเมื่อที่ปรึกษาคนที่สี่ได้เชิญกษัตริย์และที่ปรึกษาอีกสามคนมาละศีลอดด้วยกันในค่ำวันหนึ่ง เมื่อกษัตริย์และที่ปรึกษาทั้งสามคนมาถึง พวกเขาต้องประหลาดใจอย่างยิ่ง ที่ปรึกษาคนที่สี่นำพวกเขามายังห้องรับประทานอาหาร แต่ไม่มีอาหารอยู่บนโต๊ะเลย มีแต่จานและชุดเครื่องเงินว่างเปล่าเท่านั้น ไม่มีกลิ่นอาหารจากห้องครัวด้วย พวกเขาจึงมองหน้ากันด้วยความสงสัย

ทันใดนั้นเอง ชายคนหนึ่งเข้ามาเป่าขลุ่ย เสียงของมันไพเราะมาก ตามมาด้วยคนที่เล่นพิณ  และอีกคนสีไวโอลิน ในที่สุด นักดนตรีทั้งสามก็เล่นดนตรีด้วยกันเป็นเสียงเพลงที่ผสมผสานกันอย่างไพเราะ ซึ่งค่อนข้างดังด้วย และมันมีเสียงท้องร้องของทุกคนดังผสมไปด้วย

ในที่สุด คนรับใช้ในครัวคนหนึ่งถือหม้อและจวักออกมา เมื่อจวักที่ตักสตูเนื้อเปื่อยกระทบกับชามเป็นครั้งแรก กษัตริย์ทรงยิ้มกว้างแล้วกล่าวว่า "ใช่แล้ว ที่ปรึกษาคนที่สี่ของข้า เจ้าตอบถูกที่สุด เสียงที่ไพเราะที่สุดคือเสียงเครื่องเงินกระทบกับจานในเวลาที่เราหิวที่สุดนั่นเอง เหมือนที่สุภาษิตบอกไว้ว่า อาหารมื้อที่อร่อยที่สุดคือมื้อที่เราทานในเวลาหิวนั่นเอง"

 


พิมพ์จาก : http://www.ahlulbait.org/main/content.php?category=10&id=1564
วันที่ : 25 มิถุนายน 2562
http://www.ahlulbait.org