ขุมทรัพย์แห่งปัญญา : ชายหนุ่มรูปงามกับหญิงสาวผู้เลอโฉม
ชายหนุ่มรูปงามกับหญิงสาวผู้เลอโฉม



ในยุคสมัยหนึ่งได้มีชายหนุ่มที่หล่อและเป็นผู้ที่มีความยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้าคนหนึ่ง ชายหนุ่มผู้นี้จะใช้ชีวิตอยู่ในหนทางของพระผู้เป็นเจ้า และจะมุ่งมั่นอยู่กับการเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าอยู่เป็นนิจสิน กระทั่งได้มีหญิงสาวผู้เลอโฉมนางหนึ่งได้แอบหลงรักเขา กระทั่งหญิงสาวนางนั้นไม่สามารถที่จะทนกับความรักของนางที่มีต่อชายหนุ่มคนนั้นได้อีกต่อไป นางจึงได้ไปหยุดคอยที่จะพบกับชายหนุ่มผู้นั้นระหว่างทางที่เขาจะเดินทางจากบ้านไปนมาซที่มัสยิดของเขาในวันหนึ่ง 

เมื่อนางได้เห็นชายคนที่เธอหลงรักจนล้นใจเดินมา ทันใดนั้นนางรีบเร่งเข้าไปหาเขาและได้กล่าวขึ้นว่า "โอ้ชายหนุ่มรูปงาม ขอให้ฉันได้คุยกับท่านสักหน่อยจะได้ไหม? ได้โปรดฟังสิ่งที่ฉันจะพูดต่อไปนี้ และเมื่อฟังเสร็จแล้วท่านจะทำอย่างไรก็ได้ตามใจของท่าน" 

ทว่าชายหนุ่มได้ก้มหน้าของเขาลงต่ำ และไม่ได้สนใจคำขอร้องของเธอแต่อย่างใด และเดินมุ่งหน้าต่อไปยังมัสยิดโดยไม่ใยดีเธอแม้แต่นิดเดียว นางได้แต่มองไปยังเขาอย่างหัวใจว้าวุ่นด้วยความรักที่คุกรุ่นอยู่ในหัวใจ นางไม่ละความพยายามของนาง โดยการรอคอยการกลับมาของชายหนุ่มอีกครั้ง เมื่อเขาเดินทางกลับจากมัสยิดที่จะมุ่งหน้าสู่บ้านของเขา นางรีบเข้าไปหาเขาอีกครั้งและได้กล่าวขึ้นทันทีว่า "โอ้ชายหนุ่มรูปงาม ฉันเพียงต้องการจะบอกความในใจของฉันแก่ท่านเพียงประโยคเดียวเท่านั้น ได้โปรดหยุดฟังฉันสักนิดจะได้ไหม?" 

ครั้งนี้ชายหนุ่มได้หยุดยืนต่อหน้านางก้มหน้าลดสายตาลงต่ำ และได้กล่าวแก่นางโดยไม่มองหน้านางว่า "สถานที่แห่งนี้ เป็นสถานที่ที่ไม่เหมาะสมแก่การพูดคุย และระหว่างเราสองคนก็ไม่ควรที่จะยืนพูดคุยกันด้วย กระผมเกรงว่าจะนำไปสู่การติฉินนินทาได้ และกระผมไม่ต้องการที่จะกลายเป็นผู้ที่ต้องถูกกล่าวติฉินนินทา"

เมื่อนางได้ยินเช่นนั้น นางจึงได้รีบกล่าวแก่ชายหนุ่มทันทีว่า "โอ้ชายหนุ่มรูปงามเอ๋ย... ฉันรู้จักท่านเป็นอย่างดี และที่ฉันได้มายืนอยู่ต่อหน้าท่านในขณะนี้ ฉันไม่ได้มายืนอยู่ในฐานะของผู้แปลกหน้าสำหรับท่าน ขอพระองค์ทรงปกป้องฉันและท่านจากสิ่งที่ไม่ดีเหล่านั้น ฉันมาคอยพบท่านและต้องการที่จะบอกกล่าวสิ่งหนึ่งที่อยู่ในใจของฉันมาแสนนาน ถึงแม้ว่าในทัศนะของประชาชนทั่วไปจะเป็นเรื่องใหญ่ก็ตามแต่ ทว่าท่านและบุคคลเฉกเช่นท่านอีกหลายๆ คนที่เป็นบุรุษแห่งพระผู้เป็นเจ้า เปรียบเสมือนกระจกเงา ที่พร้อมจะส่องให้คนอื่นได้เห็นความบกพร่องต่างๆ ของพวกเขาได้... ฉันขอสรุปสั้นๆ ในสิ่งที่ฉันต้องการจะบอกแก่ท่าน ก็คือ ในเวลานี้ทั้งจิตวิญญาณและร่างกายของฉันหลงใหลรักและพร้อมที่จะกลายเป็นของท่านตลอดกาล ดังนั้นจงพึ่งพิงไปยังพระองค์ และจงช่วยจัดการเรื่องของฉันที่เกี่ยวข้องกับท่านด้วยเถิด"

เมื่อนางพูดจบ ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไรเลย และออกเดินมุ่งหน้าสู่บ้านของเขาทันที เขาตัดสินใจมุ่งไปเพื่อที่จะปฏิบัตินมาซเพื่อเข้าเฝ้าพระผู้เป็นเจ้า ทว่าเขาไม่สามารถที่จะปฏิบัตินมาซได้เมื่อนึกถึงคำพูดที่หญิงสาวผู้เลอโฉมนางนั้นได้พูดกับเขาเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา เขาจึงได้ตัดสินใจหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาและได้เขียนข้อความลงไป และออกมานอกบ้านมองไปยังสถานที่ที่หญิงสาวได้มาพบกับเขา ปรากฏว่าหญิงสาวนางนั้นยังคงยืนอยู่ตรงนั้น เขาจึงได้เข้าไปหานางและได้ยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้กับนางและจากนางมาในที่สุด

ในกระดาษแผ่นนั้นเขาได้เขียนข้อความว่า "ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงกรุณาปรานีนิรันดร โอ้หญิงสาวผู้มีเกียรติเอ๋ย... มนุษย์เมื่อได้กระทำสิ่งที่เป็นความผิดในครั้งแรกลง เขาได้ทำลายความขันติธรรมของเขาต่อหน้าพระองค์ และเมื่อเขาได้กระทำสิ่งที่เป็นความผิดบาปเป็นครั้งที่สอง เขาก็จะเริ่มปกปิดความผิดบาปของเขา แต่ความเป็นจริงคือ เมื่อบ่าวคนหนึ่งของพระองค์ได้สวมอาภรณ์แห่งความผิดบาปแล้ว พระองค์จะทรงพิโรธยิ่ง กระทั่งว่าทั้งชั้นฟ้า แผ่นดิน ภูเขา และสรรพสิ่งทั้งมวลไม่สามารถจะรองรับได้ต่อความพิโรธนั้น"

"ถ้าหากสิ่งที่เธอได้กล่าวแก่ฉัน เป็นเรื่องโกหก ก็ขอเตือนสติของเธอต่อวันๆหนึ่งที่จะมาถึง ซึ่งเป็นวันที่ท้องฟ้าเป็นเหมือนโลหะหลอมเหลว และภูเขาต่างๆ จะเป็นเช่นขนสัตว์ที่ปลิวว่อนไปตามสายลม มวลมนุษยชาติจะคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความสะพรึงกลัว ขอสาบานต่อพระองค์ บ่าวผู้ต่ำต้อยคนนี้ยังไม่สามารถที่จะพัฒนาจิตวิญญาณของตัวเองให้กลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ดังที่พระประสงค์ของพระองค์ แล้วพระองค์จะให้บ่าวคนนี้ของพระองค์ไปพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงผู้ใดได้"

"และถ้าหากสิ่งที่เธอได้กล่าวแก่ฉัน เป็นเรื่องจริง ก็ขอแนะนำผู้ที่จะเยียวยาความร้อนรุ่มที่อยู่ในหัวใจของเธอได้ เขาคือผู้ที่รักษาเยียวยาสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นได้ทุกสิ่ง แม้สิ่งที่ไม่มีผู้เยียวยาใดทำได้ คือ พระผู้เป็นเจ้า พระผู้ทรงสร้างทั้งชั้นฟ้าและแผ่นดิน พระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลก จงหันหน้าของเธอเข้าหาพระองค์เถิด ซึ่งการกระทำเช่นนั้นได้ทำให้ฉันคนนี้เปลี่ยนแปลงตัวเองและมุ่งมั่นอยู่กับการเคารพภักดีต่อพระองค์มาแล้ว พระองค์ทรงมีพระดำรัสในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานว่า 

"โอ้มุฮัมมัด จงตักเตือนมวลมนุษยชาติให้ทราบถึงวันที่ใกล้เข้ามาแล้ว คือวันกิยามัต (วันสิ้นโลก) เมื่อหัวใจต่างๆ ขึ้นมาติดอยู่ที่ลูกกระเดือกด้วยความกลัวสุดขีด เป็นช่วงเวลาที่ไม่มีมิตรที่สนิทสนมสำหรับบรรดาผู้อธรรม มิตรที่สนิทก็ไม่สามารถจะให้ความช่วยเหลือได้ และผู้ช่วยเหลือคนใดก็ไม่อาจจะช่วยเหลือเขาให้พ้นจากการลงโทษอันหนักหน่วงได้ พระองค์ทรงรอบรู้การทรยศของดวงตาที่ทรยศด้วยการแอบมองสิ่งที่เป็นต้องห้าม และความลับต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ในทรวงอกของมนุษย์"(พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน 40 : 18-19)

"โอ้หญิงสาวผู้มีเกียรติเอ๋ย.... ในเมื่อเป็นเช่นแล้ว เธอจะให้ฉันละเลยพระดำรัสของพระองค์ข้างต้นได้อย่างไรเล่า?" 

เมื่อหญิงสาวได้อ่านข้อความทั้งหมด ผ่านไปไม่กี่วันนางได้กลับมายืนคอยชายหนุ่มอีกครั้งในสถานที่เดิม และเมื่อชายหนุ่มเห็นว่านางมาดักรอพบเขาอีกครั้ง เขาจึงคิดที่เดินเลี่ยงเส้นทางดังกล่าวเพื่อไม่ต้องการที่จะพบกับนางอีก แต่นางได้เห็นเขาเสียแล้ว นางจึงได้วิ่งไปหาเขา และได้กล่าวตะโกนไปว่า "โอ้ชายหนุ่มรูปงาม.... หยุดก่อนเถิด เพราะนี่คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่ฉันจะมารบกวนท่าน และจะไม่มีการพบกันระหว่างฉันและท่านอีกต่อไปหลังจากนี้ จนกว่าเราจะได้พบกันอีกครั้งในโลกหน้า ด้วยพระประสงค์ของพระองค์"

นางได้วิ่งเข้าไปหาชายหนุ่มพร้อมกับน้ำตานองหน้า เมื่อมาถึงเธอได้ยืนต่อหน้าชายหนุ่มและกล่าวขึ้นว่า "แน่แท้ยิ่งพระองค์คือพระผู้ทรงเปิดหัวใจของบ่าวของพระองค์ และพระองค์ได้ทรงเปิดหัวใจของท่านแล้ว ฉันแค่ต้องการให้พระองค์ทรงทำให้ปัญหาของฉันถูกขจัดไปจากฉันด้วย และทางเปิดหัวใจของฉันด้วยเท่านั้น โอ้ชายหนุ่มผู้บริสุทธิ์เอ๋ย... ได้โปรดชี้นำฉัน จงให้คำตักเตือนแก่ฉัน เพื่อที่ฉันได้ปฏิบัติตามคำตักเตือนนั้นจนนำฉันไปสู่ความผาสุกทั้งในโลกนี้และโลกหน้าด้วยเถิด"

เมื่อชายหนุ่มได้ฟังเช่นนั้น เขาจึงได้ตอบแก่นางว่า "ฉันขอตักเตือนนางว่า จงปกป้องตัวเองจากการกระทำความผิดบาปต่างๆ และจงปฏิบัติตามพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้าอย่างเคร่งครัดเป็นนิจสิน โดยขอนำพระดำรัสของพระองค์ที่ทรงมีพระดำรัสว่า "และพระองค์คือผู้ที่ทรงให้พวกเจ้าตายในเวลากลางคืน (ให้นอนหลับประหนึ่งคนตาย เพราะสภาพคนนอนหลับนั้น คล้ายกับสภาพของคนตาย) และพระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำขึ้นในเวลากลางวัน แล้วก็ทรงให้พวกเจ้าฟื้นคืนชีพในเวลานั้น (ให้ตื่นขึ้นประหนึ่งคนตายฟื้นคืนชีพกระนั้น)" (อัลกุรอาน 6 : 60)

เมื่อชายหนุ่มอ่านโองการพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานจบ หญิงสาวได้ทรุดกายลงนั่งพร้อมกับร้องให้สะอื้นออกมา และได้ขอลาจากชายหนุ่มคนนั้นและลุกขึ้นเดินจากไป กลายเป็นสตรีผู้ศรัทธาคนหนึ่งที่ปฏิบัติตนอยู่ในแนวทางของพระผู้เป็นเจ้าตลอดชีวิตของนาง

 

พิมพ์จาก : http://www.ahlulbait.org/main/content.php?category=10&id=1878
วันที่ : 21 พฤศจิกายน 2562
http://www.ahlulbait.org