อิมามียะฮ์ เจอร์นัล : สาส์นท่านอายะตุลลอฮ์ ซัยยิด อะลี คอเมเนอี แก่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺพระผู้ทรงเมตตาพระผู้ทรงกรุณาปรานีเสมอ ฮัจญ์เป็นช่วงเวลาเสมือนดังฤดูใบไม้ผลิของจิตวิญญาณที่เจริญงอกงามอยู่บนโลกใบนี้ ฮัจญ์ยังเป็นตาน้ำที่บริสุทธิ์ ซึ่งจะขจัดสิ่งที่เป็นมลทินบาป และความหลงลืมของผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ และจะเป็นสิ่งที่จะเปิดดวงใจและจุดประกายรัศมีสัญชาติญาณแห่งการใฝ่หาพระผู้เป็นเจ้าแก่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์อีกด้วย เมื่อพวกเขาได้เดินทางถึง ณ มีกอตของฮัจญ์ และเขาได้ปลดเปลื้องอาภรณ์ที่สวมใส่ โดยได้สวมใส่อาภรณ์สีเดียวกันที่เรียกว่า เอี๊ยะรอม แสดงถึงการเป็นประชาชาติเดียวกันของอิสลาม ไม่ว่าจะอยู่ ณ. แห่งหนใดในโลกนี้ก็ตาม
 

 

จากนั้นก็มาร่วมกันกล่าวคำขวัญของฮัจญ์ที่ว่า "ฉะนั้นพระเจ้าของพวกเจ้า คือพระเจ้าองค์เดียว ดังนั้นสำหรับพระองค์เท่านั้นพวกเจ้าจงบอนน้อมและจงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้จงรักภักดีนอบน้อมถ่อมตนเถิด" (ซูเราะฮฺอัล-ฮัจญ์ โองการที่ 34) และอีกคำขวัญหนึ่งว่า "และมัสยิดอัลฮะรอม ซึ่งเราได้ทำมันไว้ สำหรับมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน ทั้งผู้ที่พนักอยู่ในนั้นและที่มาจากภายนอก" (ซูเราะฮฺอัล-ฮัจญ์ โองการที่ 25) และเช่นเดียวกันกะอ์บะฮ์เป็นตัวแทนของคำว่า "เอกะ" เป็นตัวตนแห่งความเป็นเอกะ เป็นการแสดงถึงความเป็นพี่น้อง และความเสมอภาคของมวลมุสลิม

 

บรรดามุสลิมที่ได้เดินทางมาจากส่วนต่างๆของโลก ที่เดินทางมา เตาวาฟ (เดินวนกะอ์บะอ์) และเยือนสถานทีฝังศพของท่านศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ ศาสดามุฮัมมัด (ศ.) จงเห็นคุณค่าของวันเวลาอันเต็มไปด้วยความสิริมงคลนี้ เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพของความเป็นพี่น้องกัน และร่วมกันเยียวยาความเจ็บปวดต่างๆ ที่ประชาชาติอิสลามได้รับ

ณ วันนี้เราได้เห็นแล้วว่าน้ำมืออันชั่วร้ายที่มีอยู่ในโลกอิสลาม พยายามที่จะสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นท่ามกลางหมู่มุสลิมยิ่งมากขึ้นทุกวัน ดังนั้นในวันวันนี้ความสมานฉันท์รวมจิตใจให้เป็นหนึ่งเดียวกันจึงเป็นญัตติเร่งด่วนที่สุดสำหรับประชาชาติมุสลิม วันนี้กรงเล็บที่เปื้อนเลือดของศัตรูซึ่งล่วงล้ำเข้ามาในดินแดนของอิสลามได้สร้างความหายนะอันใหญ่หลวงยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องชาวปาเลสไตน์ซึ่งกำลังได้รับการทำร้ายอย่างเจ็บปวด และทรมานยิ่งจากพวกไซออนิสต์ทั้งหลาย

มัสยิดอัลอักศอกำลังตกอยู่ในสถานภาพที่เลวร้ายที่สุด ภายหลังจากสงครามการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ครั้งล่าสุดประชาชนชาวปาเลสไตน์ต้องตกอยู่ในสภาพที่มีการใช้ชีวิตอย่างโหดร้ายที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ประเทศอัฟกานิสถานต้องตกอยู่ภายใต้การยึดครองของผู้รุกราน และในทุกๆ วันก็จะมีแต่เรื่องที่น่าเศร้าสลดยิ่ง ความไม่สงบที่เกิดขึ้นอยู่ประจำในประเทศอิรัก ได้เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตอย่างสงบของประชาชนชาวอิรักไปจนหมดสิ้น และการฆ่าสังหารพี่น้องในประเทศเยเมนได้ทำให้จิตใจของประชาชาติอิสลามทั่วทั้งโลกต้องร้อนระอุตามไปด้วย

โอ้บรรดาประชาชาติมุสลิมจงพิจารณาเถิดว่า ความเลวร้าย สงคราม การลอบวางระเบิด การก่อการร้าย การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งเกิดขึ้นในมุมต่างๆ ของโลกในช่วงหลายปีหลังที่ผ่านมานี้ ในประเทศอิรัก ประเทศอัฟกานิสถาน และประเทศปากีสถานเป็นต้น เกิดขึ้นเพราะอะไร และใครที่ไหนซึ่งอยู่เบื้องหลังในการวางแผนทั้งหมด??

ทำไมก่อนหน้าการเข้ายึดครองของทหารชาติตะวันตกโดยการนำของอเมริกา ประชาคมโลกต่างล่วงรู้ดีว่า ในประเทศเหล่านั้นไม่เคยมีความหายนะ และความเศร้าสลดเหมือนกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้เลย บรรดาผู้ยึดครองเหล่านี้ได้กล่าวหาประชาชนที่เคลื่อนไหวต่อสู้การถูกยึดครองในปาเลสไตน์ ในประเทศเลบานอน และประเทศอื่นๆ ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย แต่ในขณะเดียวกันพวกเขากลับสนับสนุนองค์กรเล็กๆ ในประเทศต่างๆ ให้เป็นผู้ก่อการร้ายเสียเอง ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ไปจนถึงทางตอนเหนือของแอฟริกา ในช่วงระยะเวลาอันยาวนานเกือบศตวรรษ ที่ดินแดนเหล่านั้นต้องตกอยู่ในการปกครองของกลุ่มประเทศตะวันตกเช่นอังกฤษ ฝรั่งเศส และประเทศอื่นๆ

และหลังจากนั้นอเมริกาก็เข้ามากอบโกยผลประโยชน์ และยึดครอง ปล้นสดมภ์ทรัพยากรธรรมชาติ และทำลายการใช้ชีวิตและเสรีภาพของประชาชนในประเทศนั้นๆ และทำให้ประชาชนของประเทศเหล่านั้นเป็นตัวประกันด้วยความโลภของตัวเอง

แต่หลังจากการตื่นตัวของประชาชาติมุสลิม การบุกรุกและยึดครองยังประเทศต่างๆ ของมหาอำนาจสากลก็ก็เริ่มจะกระทำได้ยากขึ้น เรื่องของการเสียสละร่างกายแม้กระทั่งชีวิตในแนวทางของพระผู้เป็นเจ้า หรือเรียกอีกอย่างว่า "การญิฮาด" ในอิสลามได้ถูกนำออกมาสำแดงให้ผู้รุกรานได้เป็นที่ประจักษ์ แต่ผู้รุกรานก็ยังคิดค้นแนวทางใหม่ๆ โดยการสร้างข่าวอันเป็นเท็จในหนทางการเมืองต่อไปเรื่อยๆ

ถึงแม้ว่าวันนี้เหล่าบรรดานักล่าอาณานิคมพยายามที่จะใช้แผนการต่างๆ นานา สุดความสามารถที่พวกเขามี เพื่อที่จะให้อิสลามต้องคุกเข่าลงต่อหน้าพวกเขา โดยการใช้กำลังพลทางทหาร อาวุธอันทันสมัย การทำลายล้าง การยึดครอง แม้กระทั่งการสร้างโซ่ตรวนด้วยการโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ อย่างมากมาย การจัดแบ่งแยกกลุ่มชนออกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย การสังหารผู้คนอย่างไร้ความเมตตา การใช้เครื่องมือเทคโนโลยีในการสร้างความเสื่อมเสียด้านจริยธรรม การแพร่หลายของสารยาเสพติด การทำลายจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ และจริยธรรมที่ดีงามของบรรดาคนหนุ่มสาว และคุกคามในเรื่องระบอบการเมืองการปกครองในทุกรูปแบบ การสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชนโดยการแบ่งแยกกลุ่มชนให้มีความหยิ่งยโสซึ่งกันและกัน และกลายเป็นศัตรูกันในที่สุด

ถ้าหากว่าในหมู่ประชาชาติมุสลิม ในกลุ่มชนต่างๆ ของอิสลาม และบรรดามุสลิมกับกลุ่มชนอื่นๆ ไม่แสดงความรัก ความสมัครสมานสามัคคีกันแล้ว แน่นอนย่อมตกไปเป็นเครื่องมือของศัตรูได้ และมีแต่จะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงมากขึ้นทุกวันในหมู่ประชาชาติมุสลิม ซึ่งมันก็จะเป็นไปตามแผนการที่เหล่าศัตรูวางไว้ทันที

การประกอบพิธีฮัจญ์เป็นโอกาสหนึ่ง ซึ่งเหมาะที่สุดสำหรับเป้าหมายอันสูงส่งนี้ มวลมุสลิมควรร่วมมือร่วมใจกัน บนพื้นฐานแห่งพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน และแบบอย่างแห่งท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) เพื่อจะเป็นพลังในการต่อสู้กับแผนการต่างๆ ของพวกศัตรู ทำให้พลังแห่งการศรัทธามีชัยชนะเหนือศัตรู

สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านได้ยึดปฏิบัติตามแนวทางที่ท่านอิมาม โคมัยนี (ร.ฮ.) ได้สอนและปฏิบัติไว้เป็นแบบอย่าง และพวกเขาก็พ่ายแพ้อย่างราบคาบต่อสาธาณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านนับครั้งไม่ถ้วน แต่ศัตรูก็ไม่ละเลยที่จะจ้องทำลายรัฐอิสลามแห่งนี้ ตลอดระยะเวลา 30 ปี ไม่ว่าจะเป็นการทำรัฐประหาร ก่อสงครามแปดปีเต็ม ไปจนถึงการคว่ำบาตรทางด้านเศรษฐกิจ อีกทั้งการโฆษณากล่าวโจมตี ปิดกั้นทุกวิถีทางเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ประเทศอิหร่านพัฒนาก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี และทางวิชาการ เช่นในเรื่องโครงการนิวเคลียเพื่อสันติ เพื่อการพัฒนาประเทศ

อีกทั้งครั้งล่าสุดก็เข้ามาแทรกแซงทางการเมืองภายในประเทศ กรณีการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุด แต่ท้ายที่สุดประชาชาติอิหร่านก็ได้เห็นแผนการร้ายของพวกเขาถูกทำลายอีกครั้ง เมื่อหน้ากากอันชั่วร้ายของเขาถูกกระชากออก ดังที่พระองค์ได้ทรงตรัสในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานว่า "แน่นอนแผนการณ์ของซาตานมารร้ายนั้นย่อมอ่อนแอ"

ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่ลดละในการที่จะทำลายศรัทธาของประชาชน แม้ว่าความอับอายที่เกิดกับพวกเขามาแล้ว ในสงคราม 33 วันที่ประเทศเลบานอน การต่อสู้ของประชาชนชาวปาเลสไตน์ในเขตฉนวนกาซ่า ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันว่ามุสลิมจะประสบชัยชนะ และสร้างความอัปยศให้แก่พวกเขาตลอดกาล

สาส์นฉบับนี้ข้าพเจ้าส่งมายังบรรดาผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ทุกคน โดยเฉพาะบรรดาผู้รู้ นักวิชาการ และนักปราศรัยของนานาประเทศอิสลามที่อยู่ในระหว่างการประกอบพิธีกรรมอันสูงส่งนี้ และส่งมายังผู้กล่าวคุตบะฮ์ในเมืองอันศักสิทธิ์ทั้งสอง (นครมักกะฮ์ และนครมะดีนะฮ์) เพื่อยังความเข้าใจต่อปัญหาที่แท้จริงในขณะนี้ ขอให้ท่านพึงเข้าใจหน้าที่เร่งด่วนที่สุด ณ วันนี้ของพวกท่าน จงพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะต้องประกาศให้พี่น้องผู้ศรัทธาล่วงรู้ถึงแผนการร้ายของเหล่าศัตรูอิสลาม พร้อมทั้งเชิญชวนมวลมุสลิมให้มีความสมานฉันท์เป็นหนึ่งเดียวกัน และมีความรักสามัคคีกัน และหยุดการกระทำต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้เหล่าศัตรูฉกฉวยโอกาสในการทำลายอิสลามเสีย และจงประกาศให้มุสลิมได้รับรู้ว่าศัตรู ผู้รุกราน ผู้กดขี่ประชาชาติอิสลาม และสร้างความหายนะ คือไซออนิสต์ และอเมริกา ที่ร่วมมือกันมาโดยตลอดอย่างไม่ต้องสงสัยใดๆ

ข้าฯ ขอพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดประทานความสำเร็จ และได้ทรงโปรดประทานความเมตตาแด่พวกท่านด้วย

วัสสะลามุอะลัยกุมวาเราะฮ์มะตุลลอฮิวะบารอกาตุฮ์

ซัยยิด อะลี ฮุซัยนี คอเมเนอี

3 ซิลฮิจญะห์ 1430

 


 

พิมพ์จาก : http://www.ahlulbait.org/main/content.php?category=11&id=111
วันที่ : 23 เมษายน 2562
http://www.ahlulbait.org