อิมามียะฮ์ เจอร์นัล : สหรัฐฯ ใช้สงครามคว่ำบาตรกับอิหร่าน

สหรัฐฯ ใช้สงครามคว่ำบาตรกับอิหร่าน

อิมามียะฮ์ เจอรนัล : ดาบสองคมทางการเมืองของวอชิงตันที่ใช้กับสาธารณรัฐอิสลามไม่เพียงแต่ไม่ระคายความอดทนของประชาชาติอิหร่าน แต่มันยังสร้างความไม่พอใจให้แก่ความสำนึกชั่วดีของนานาชาติอีกด้วย...

ด้วยการกระตุ้นจากวอชิงตัน เมื่อวันที่ 23 มกราคม รัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพยุโรปจึงได้กำหนดให้มีการห้ามนำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน ภายใต้ข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอยว่าอิหร่านกำลังคิดค้นโครงการอาวุธนิวเคลียร์อย่างลับๆ

ท่าทีล่าสุด อิหร่านขู่ว่าจะไม่ยอมปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปโดยที่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้สามารถขายน้ำมันของตนได้ในขณะที่อิหร่านทำไม่ได้ อาลี อัคบาร์ วิลายาตี ที่ปรึกษาอาวุโสของท่านผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลาม อายาตุลลออ์ ซัยยิด อาลี คอเมเนอี ได้กล่าวว่า "เมื่อไม่มีน้ำมันสำรองจากอิหร่าน ราคาน้ำมันจะขยับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และชาติตะวันตกทั้งหลายต่างทราบดีถึงความเป็นจริงในข้อนี้ อย่างไรก็ตาม อิหร่านจะไม่ยอมให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตนไม่สามารถขายน้ำมันได้แต่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ขายได้"

แทบจะไม่จำเป็นต้องกล่าวเลยว่า ท่าที่ที่หนักแน่นในส่วนของอิหร่านได้ให้ข้อคิดที่น่าตรึกตรอง และสหภาพยุโรปควรจะเตรียมตัวเผชิญกับผลที่จะเกิดตามมาของการไร้เหตุผลและยอมตามวอชิงตันอย่างหน้ามืดตามัวของตน

ก่อนหน้านี้ อิหร่านได้ออกมาเตือนว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ IMF บอกว่า "อาจกระตุ้นให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก รวมทั้งมีการจำกัดการสำรองน้ำมันจากผู้ผลิตอื่นๆ ในภูมิภาคนี้"

การคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือนกรกฎาคม จะมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสหภาพยุโรปอย่างแน่นอน ขณะที่อิหร่านกำลังคิดที่จะห้ามการขายน้ำมันให้แก่ยุโรป เป็นการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วที่จะช่วยกู้เศรษฐกิจของประเทศในด้านหนึ่ง และยังจะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในอีกด้านหนึ่ง

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การตัดสินใจใช้มาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน เป็น "ความพยายามทางการเมือง" ตามที่วิลายาตีได้กล่าวไว้ และ "อิหร่านไม่จำเป็นต้องได้รับการสงเคราะห์ใดๆ จากประเทศใดในการขายน้ำมันของตน เพราะความต้องการของทั่วโลกมีเท่าเดิมอยู่เสมอ"

ในระยะยาว บริษัทน้ำมันและผู้บริโภคชาวตะวันตกอาจ "กลายเป็นผู้พ่ายแพ้รายใหญ่ที่สุด" IMF ทำนายไว้ว่า ราคาน้ำมันดิบอาจสูงขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์ กล่าวคือมากกว่า 140 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อบาเรล ถ้าอิหร่านตัดสินใจที่จะแก้เผ็ดด้วยการหยุดส่งออกน้ำมันของตนไปพร้อมกันนั้นด้วย ซาอุดิอารเบียให้คำมั่นว่าจะเติมเต็มช่องว่างนั้นเอง

แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าซาอุดิอารเบียทำได้แค่คุย? จะเกิดอะไรขึ้นถ้าซาอุฯ ไม่สามารถสำรองน้ำมันได้อย่างเพียงพอ?

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น น้ำมันเป็นสิ่งที่แลกเปลี่ยนกันได้ และอิหร่านสามารถหาลูกค้าของตนในตลาดเอเชียได้อย่างง่ายดาย

ยุโรปกำลังอยู่ในช่วงที่ดีกว่า และตอนนี้แน่นอนว่าไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการใช้มาตรการคว่ำบาตรกับน้ำมันอิหร่าน เพราะพวกเขาเองจะรับเคราะห์มากที่สุด สำหรับประเทศยุโรปบางชาติ เช่นอิตาลี่, สเปน และกรีซ มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะเข้าร่วมในการห้ามนำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน เพราะประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่ต้องอาศัยการนำเข้าจากอิหร่าน สำหรับกรีซซึ่งรับน้ำมันจากอิหร่านด้วยการใช้สินเชื่อ มันคงจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ที่จะเข้าร่วมกับประเทศอื่นๆ ในยุโรปที่มีแผนการลับที่จะแบ่งแยกประเทศนี้

เป็นเรื่องน่าเศร้ามากสำหรับวอชิงตันและรัฐบาลไซออนิสต์ ที่หลายประเทศอย่างเช่นจีน, อินเดีย, รัสเซีย, ตุรกี, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ได้ปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามมาตรการใหม่นี้ไปแล้ว รัสเซียโจมตีมาตรการต่างๆ ในการคว่ำบาตรครั้งใหม่นี้ด้วยแถลงการณ์ที่ใช้คำพูดหนักหน่วง โดยกระทรวงต่างประเทศของรัสเซียกล่าวถึงความเคลื่อนไหวของสหภาพยุโรปว่าเป็น "ความผิดพลาดอย่างมหันต์"

"ภายใต้การกดดันอิหร่านเช่นนั้นจะไม่ทำให้เกิดการยินยอมและไม่ใช่การกระทำที่ถูกต้องตามนโยบายของตน" แถลงการณ์ระบุ เซอร์กี้ วาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศบอกกับผู้สื่อข่าวว่า ไม่มีอะไรที่พิสูจน์ว่าอิหร่านกำลังพยายามสร้างระเบิดปรมาณู

รัสเซียได้เตือนชาติตะวันตกในเรื่องการรุกรานอิหร่านที่นำโดยสหรัฐฯ โดยกล่าวว่า สิ่งนั้นอาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ และผลร้ายอย่างมหันต์ที่เกิดตามมาจะกระทบกับภูมิภาคนี้ทั้งหมด

เห็นได้ชัดว่าอิหร่านจะอยู่ได้โดยไม่ต้องมีสหภาพยุโรป และจะหาลูกค้าได้ในตลาดเอเชีย กล่าวอีกนัยน์หนึ่งคือ อิหร่านจะไม่แพ้ในสงครามการคว่ำบาตรที่จัดการสร้างโดยวอชิงตัน

อันที่จริง การคว่ำบาตรถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายวอชิงตันที่จะบังคับขู่เข็นเพื่อหักหลังของรัฐบาลอิหร่าน และกดหัวชาตินี้ให้คุกเข่า อย่างไรก็ตาม อย่างไรก็ตาม ควรจะระบุไว้ว่าอิหร่านเคยอยู่ภายใต้การคว่ำบาตรอย่างไร้ความปรานีมาตลอด 30 ปี และได้เปลี่ยนการคว่ำบาตรนั้นให้เป็นโอกาสในการพึ่งพาตัวเองและยืนบนขาของตัวเองได้อีกครั้ง ทุกช่วงจังหวะของการคว่ำบาตรถูกออกแบบและแพร่กระจายโดยสหรัฐฯ และปัจจุบันติดตามมาด้วยสหภาพยุโรป ล้วนถูกกำหนดให้เหมาะเจาะกันกับผลประโยชน์ของอิสราเอล ศัตรูตัวฉกาจของอิหร่าน และคู่หูคนสนิทของวอชิงตัน

นับตั้งแต่สาธารณรัฐอิสลามได้ก่อตั้งขึ้นมา ก็ได้ตกเป็นเป้าความเกลียดชังอย่างเข้ากระดูกดำของวอชิงตัน

ในหนังสือ "Spicker's Web : The Secret History of How the White House Illegally Armed Iraq" (1993) อลัน ไฟรด์แมนได้เปิดเผยถึงวิธีการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลของซัดดัม ฮุเซน เผด็จการที่ถูกประหารชีวิต ในการรุกรานอิหร่าน แต่น่าขำ สหายผู้แสนดีในกาลครั้งหนึ่งของสหรัฐฯ ได้กลับกลายเป็นตัวปรสิตที่ต้องกำจัดให้พ้นไปจากหน้าแผ่นดินในฉับพลัน ไฟรด์แมนเขียนว่า วอชิงตันได้ให้ความช่วยเหลืออย่างใจใหญ่ในหลายรูปแบบกับอิรัก ประกอบไปด้วยความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลล่าห์, การขายเทคโนโยลีมือสองให้, สนับสนุนด้านอาวุธที่ไม่ใช่ของสหรัฐฯ, ให้ความช่วยเหลือด้านข่าวกรองทางทหาร, การฝึกซ้อมปฏิบัติการพิเศษ และการเข้าร่วมในการทำสงครามกับอิหร่าน ธนาคารใหญ่ที่สุดของอิตาลี่ Banca nazionale del Lavoro สาขาแอตแลนต้า ได้กันเงินไว้มากกว่าห้าพันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ เพื่อให้แก่อิรัก ตั้งแต่ปี 1985 ถึง 1989 ชิ้นข้อมูลนี้ถูกปกปิดโดย CIA

รายงานที่น่าขนลุกนี้เปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้จัดหาอาวุธเคมีให้กับรัฐบาลของซัดดัมด้วย เปิดเผยเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 1994 โดยคณะกรรมการการธนาคารวุฒิสภาสหรัฐฯ รายงานฉบับนี้มีรายละเอียดการส่งออกสารก่อให้เกิดโรค พาโธเจนิก (สารผลิตโรค), สารพิษ ท๊อกซิเจนิก และสารทางชีวภาพอื่นๆ ให้แก่อิรัก หลังจากได้รับการอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ รายงานฉบับนี้เปิดเผยว่ามีเรือขนส่งสินค้าจากสหรัฐฯ ไปยังอิรัก 70 ลำ ในระยะเวลาสามปี

รัฐบาลอิรักได้ใช้อาวุธเคมีที่สหรัฐฯ จัดหาให้นี้กับทหารและพลเรือนชาวอิหร่าน ทำให้พวกเขาอยู่ในภสาพตายทั้งเป็น ชาวอิหร่านประมาณ 100,000 คน ได้รับผลกระทบที่ร้ายแรงจากแก้สทำลายประสาท และประมาณ 1 ใน 10 คน เสียชีวิตก่อนที่จะได้รับการรักษา และมีผู้ที่ยังคงอยู่ระหว่างการรักษาตัวอีกประมาณห้าถึงหกพันคน ในจำนวนนี้มีอากาศเจ็บป่วยสาหัสประมาณหนึ่งพันคน

เหยื่ออาวุธเคมีชาวอิหร่านยังคงเสียชีวิตไปรายวัน

ดังนั้น ความเป็นศัตรูของวอชิงตันที่มีต่อสาธารณรัฐอิสลามจึงไปไกลเกินกว่าเรื่องโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติของอิหร่าน ซึ่งมักจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องต่อรองทางการเมืองเพื่อโจมตีการเติบโตทางเศรษฐกิจและทางการเมืองของประเทศที่ต่อต้านการแผ่ขยายอำนาจ และขัดขวางการปรากฏตัวขึ้นของมหาอำนาจมุสลิม

ภาพของอิหร่านที่เป็นเสมือนฝันร้ายแห่งนิวเคลียร์ และเป็นภัยคุกคามของโลก เป็นเพียงการจัดสร้างฉากของวอชิงตันเพื่อเงียบเสียงการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนาหูถึงนโยบายที่น่ากลัวอย่างมากมายของรัฐบาลที่ความฝันของอเมริกันได้ตายและจากไปแล้ว

 

โดย อิสมาอิล สลามี

 

Source : islamtimes.org


พิมพ์จาก : http://www.ahlulbait.org/main/content.php?category=11&id=1263
วันที่ : 25 เมษายน 2562
http://www.ahlulbait.org