อิมามียะฮ์ เจอร์นัล : ประเทศในตะวันออกกลางระดมทุนซื้ออาวุธอเมริกามหาศาล

ประเทศในตะวันออกกลางระดมทุนซื้ออาวุธอเมริกามหาศาล

ภาพประกอบจากเว็บ  assumpboard.com

อิมามียะฮ์ เจอร์นัล : ไฟแนนเชียลไทมส์(Financial Times หนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียงประเทศอังกฤษได้เปิดเผยว่า ประเทศต่างๆ ในแถบอ่าวเปอร์เซีย ได้ตกลงร่วมกันจะใช้เงินจำนวน 123 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งนับว่า เป็นการระดมทุนครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้งหนึ่งเพื่อปฏิบัติการณ์ทางด้านอาวุธครั้งประวัติศาสตร์ ทั้งๆ ที่อยู่ในความสงบ สถานีวิทยุในตะวันออกกลางเปิดเผยว่าแผนทางยุทธศาสตร์ในการเตรียมอาวุธครั้งนี้ เกิดขึ้นภายใต้การชี้นำของอเมริกาโดยตรง ทั้งนี้เป็นปฏิบัติการณ์ที่อยู่ในกรอบความพยายามต่อต้านกำลังทางทหารของอิหร่าน


ในรายงานข่าวได้ระบุโดยสถานีวิทยุโอเรียนท์ตะวันออกกลางแจ้งว่า เป็นโครงการทางยุทธศาสตร์ในการเตรียมกำลังอาวุธของประเทศอิเมเรตอาหรับและซาอุดีอาระเบีย ภายใต้นโยบายการชี้นำของอเมริกาโดยตรง เพื่อจะได้นำอาวุธเหล่านั้นมาใช้ในยามเกิดภาวะความขัดแย้งในประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย


หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์ ของอังกฤษยังได้เปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ เกี่ยวกับเรื่องสัญญาณอันตรายสำหรับประเทศในแถบอ่าว ซึ่งกำลังมีการเตรียมสรรพกำลังอาวุธทางทหารในอัตราเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอาวุธอันทันสมัยและที่ได้พัฒนาให้มีความก้าวหน้าสูง ทั้งนี้จากการเร่งเร้าและการปลุกระดมของอเมริกาและประเทศอังกฤษ ในการทำให้ในภูมิภาคนี้สลับซับซ้อนไปด้วยคลังแสงของอาวุธที่มีแสนยานุภาพ


ตามรายงานทางวิทยุโอเรียนยังได้ระบุอีกว่า ทั้งนี้ก็เพื่อให้ประเทศเหล่านั้นเป็นเครื่องมือของประเทศสหรัฐอเมริกาหรือประเทศตะวันตกอื่นๆ ที่เป็นหัวหอกในการดำเนินการทางทหารอันเป็นปฏิปักษ์ต่ออิหร่าน โดยเชื่อมั่นว่า คลังแสงอาวุธดังกล่าวนั้น สามารถเพิ่มความมั่นคงให้แก่ประเทศต่างๆในแถบอ่าวได้ โดยเฉพาะประเทศซาอุดีอาระเบียและยูเออีในการนำมาใช้เพื่อเป็นศัตรูกับประเทศอิหร่าน เพื่อรักษาผลประโยชน์ที่โดดเด่นที่สุดของทั้งสองประเทศท่ามกลางประเทศอื่นๆทั้งหลายในแถบอ่าวที่เป็นศัตรูของอิหร่านและการสนับสนุนของประเทศตรงข้ามโดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการโน้มน้าวให้ทั้งสองประเทศกระทำการก้าวร้าวอย่างเปิดเผยต่ออิหร่าน ซึ่งถึงขั้นได้ให้การสนับสนุนแก่องค์กรก่อการร้ายติดอาวุธต่างๆ เช่น "กลุ่มญุนดุลลอฮ์" "กลุ่มบีญาก" และ "กลุ่มกูมาละฮ์" ซึ่งล้วนแต่เป็นฝ่ายต่อต้านการปกครองของสาธารณรัฐอิสลาม


หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียน ไทมส์ ยังกล่าวต่อไปอีกว่าในวันอังคารนี้ ซาอุดีอาระเบียจะจัดสรรเงินงบประมาณจำนวน 67 ล้านดอลลาร์เพื่อซื้ออาวุธจากสหรัฐอเมริกา ตามกรอบข้อตกลงในการสนับสนุน ให้เสริมความแข็งแกร่งแก่โรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาวุธเพื่อใช้ในกิจการป้องกันประเทศของสหรัฐอเมริกา และรัฐสภาของอเมริกาก็ได้ให้สัตยาบันรับรองเรียบร้อยแล้วว่า จะส่งมอบอาวุธเฟสแรกไปให้ในอนาคตอันใกล้นี้ รวมมูลค่าประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์


รายงานจากหนังวสือพิมพ์แจ้งต่อไปว่า ภายใต้กรอบข้อตกลงทางด้านอาวุธในครั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียจะได้รับเครื่องบินรบรุ่นใหม่ประเภท F 15 จำนวน 85 ลำ และเครื่องบินรบที่พัฒนาแบบอื่นๆ อีกจำนวน 70 ลำ โดยมีบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินโบอิ้งของบริษัทผู้ผลิตชั้นนำในการสร้างเครื่องบินที่ตกอยู่ในภาวะการแข่งขัน ได้ให้การสนับสนุน และเสริมสร้างศักยภาพแก่บริษัทผลิตอาวุธของอเมริกาทำการผลิตเครื่องบินทหาร ให้ก้าวหน้าเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ตะวันออกกลาง และคาดว่า จะมีการลงนามในสัญญาฉบับอื่นกับสหรัฐอเมริกาอีก ในด้านการพัฒนาเรดาร์และระบบป้องกันขีปนาวุธและความทันสมัยของกองทัพเรือ อันได้แกเรือรบที่ความก้าวหน้า


หนังสือพิมพ์ยังได้อ้างแหล่งข่าวจากประเทศซาอุดิอาระเบียด้วยว่า เป้าหมายของซาอุดีอาระเบียก็คือ การจัดงบประมาณเพื่อซื้ออาวุธจากสหรัฐอเมริกาในคราวนี้ มีจุดประสงค์เพื่อส่งสาส์นไปยังชาวอิหร่านโดยเฉพาะว่าเรามีแสนยานุภพทางอากาศที่สมบูรณ์แบบเหนือกว่า


นอกจากนี้ รายงานจากหนังสือพิมพ์ ยังได้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศยูเออี(อิเมเรต)ได้ลงนามทำความตกลงในสัญญาซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารจากสหรัฐเป็นมูลค่าระหว่าง 3500-4000 ล้านดอลลาร์ และยังได้รับไฟเขียวให้ซื้อจรวด THAAD เพื่อใช้ป้องกันขีปนาวุธไปในตัว ซึ่งได้ถูกพัฒนาใหม่โดยริษัทล็อกฮีดมาร์ติน และคูเวตเองก็ยังได้ลงนามในสัญญาเพื่อการพัฒนาอาวุธไว้ใช้เพื่อต่อต้านการก่อการร้าย และระบบป้องกันขีปนาวุธด้วย


หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ ยังได้กล่าวต่อไปว่า รัฐสุลต่านแห่งโอมานเตรียมการที่จะจ่ายเงิน 12,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับซื้อเครื่องบินรบรุนใหม่ 18 ลำ (F 16) และสำหรับการปรับปรุงสมรรถนะของเครื่องบินขับไล่รุ่นต่างๆอีก 12 ลำ ในขณที่คูเวตได้ตกลงที่จะจ่ายทดแทนเพื่อการพัฒนาเครื่องบินรบให้ 70,000 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งการจัดซื้อในระบบใหม่ ตามคำสั่งและการควบคุม เป็นการชี้ให้เห็นว่า มูลค่ารวมทั้งหมดเป็นไปตามข้อเสนอแนะทางด้านอาวุธที่มีต่อกันระหว่างสหรัฐอเมริกากับซาอุดีอาระเบียและประเทศอื่นๆทั้งหมด เช่น ยูเออี รัฐสุลต่านแห่งโอมาน และคุเวต รวมแล้วยอดเงินที่ต้องมอบเป็นค่าอาวุธให้แก่สหรัฐอเมริกามากถึง 122,88 ล้านดอลลาร์


ตามรายงานจากวิทยุโอเรียนท์ จากการตั้งข้อสังเกตทางการทหารในภูมิภาคอ่าวอย่างใกล้ชิดระบุว่า ประเทศสหรัฐอเมริกากำลังวางแผนด้วยกลยุทธ์ใหม่ในภูมิภาคอ่าว เนื่องจากตนจำเป็นต้องลดจำนวนทหารตามข้อเสนอโดยตรงของประเทศในน่านน้ำแถบอาวและประเทศพันธมิตร จึงจำเป็นที่สหรัฐต้องนำกำลังทางด้านอาวุธมาทุ่มเทลงมาเพื่อเป็นการทดแทนและถ่วงดุลอำนาจให้กับตนเองในการป้องกันคู่กรณีเพียงหนึ่งเดียวของตน นั่นคือ อิหร่าน ซึ่งในความเป็นจริง ก็ยังคงอยู่ในความหมายเดิมนั่นเอง คือ ทหารของอเมริกาและประเทศตะวันตกยังต้องคงอยู่ที่นั่นต่อไป


ตามรายงานทางวิทยุโอเรียนซึ่งได้ออกอากาศไปเมื่อวันพุธที่แล้ว ตรงกันกับรายงานในหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ของลอนดอนระบุว่า การนำงบประมาณไปซื้ออาวุธมาถ่วงดุลไว้ในประเทศต่างๆในบริเวณแถบอ่าว คือยุทธศาสตร์ทางทหารแผนใหม่ของสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตก ซึ่งต่างก็มีส่วนร่วมในกิจการของภูมิภาค ซึ่งจะได้เห็นการปะทะทางกำลังทหารในยุคใหม่ ที่จะเกิดขึ้น ในพื้นที่มีอาวุธชนิดต่างๆที่ได้พัฒนาประสิทธิภาพอันทันสมัย เข้าไปเสริมเป็นกำลังของอเมริกาที่นั่น ทั้งนี้อยู่ที่การตัดสินใจของผู้นำแต่ละประเทศ ทั้งๆที่ในความจริงแล้วก็อยู่ภายใต้การบริการจัดการของผู้นำประเทศตะวันตกและอเมริกานั่นเอง


ในสายตาของนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญต่อสถานการณ์ในประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียว่า ต่อไปนี้สหรัฐอเมริกาสามารถแก้ตัวต่อการตั้งข้อหาของอิหร่านได้ ว่าไม่มีกองกำลังต่างชาติในประเทศเหล่านั้นในอนาคต ในขณะที่ความจริงแล้ว งบประมาณที่ใช้ในกิจการทางทหารของประเทศมหาอำนาจ เป็นงบประมาณที่ได้มาจากค่าน้ำมันของประเทศในแถบอ่าวเอง ซึ่งทำให้ง่ายยิ่งขึ้นสำหรับประเทศตะวันตกโดยเฉพาะอเมริกา โดยอ้างถึงความมั่นใจในการรักษาความปลอดภัยของน้ำมันในโลกอาหรับ และความขัดแย้งทางทหารกับอิหร่าน ซึ่งจะช่วยลดโอกาสของอิหร่านในการขยายแสนยานุภาพ และเป็นทางเลือกหนึ่งในการข่มขู่อิหร่าน

รายงานทางวิทยุเปิดเผยว่า มีเหตุผลบางประการที่ไม่สามารถบรรจุข้อตกลงว่าด้วยการประสานงาน และความร่วมมือทางทหารในลักษณะความตกลงแบบทวิภาคีระหว่างสหรัฐกับประเทศในแถบอ่าว ก็เพราะว่าเพื่อป้องกันมิให้เป็นช่องทางตามที่มีการข่มขู่ไว้จากอิหร่านและรัสเซีย และการละเว้นข้อตกลงในข้อนี้ ก็เพื่อลดภาวะความตึงเครียดและปฏิกิริยาต่างๆ ด้านการพัฒนายุทธศาสตร์ทางทหารในภูมิภาคต่อไปนั่นเอง


ตามรายงานยังได้ระบุต่อไปว่า ความจริงแล้ว รัสเซียนั้นแต่เดิม มีฐานะเป็นที่พึ่งด้านเทคโนโลยีทางการทหารของยูเออี และซาอุดีอาระเบีย โดยเฉพาะศักยภาพทางอากาศของประเทศทั้งสอง แต่บัดนี้นโยบายเกี่ยวกับกองกำลังด้านนั้น ได้เปลี่ยนมือไปอยู่ภายใต้อาณัติของอเมริกาอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายที่ไม่อาจมองข้ามได้ ในเมื่อมีการรวมพลังด้านงบประมาณระหว่างสองประเทศเข้าด้วยกันเป็นจำนวนเงินมากกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์ มาเตรียมการไว้สำหรับยุทธศาสตร์ทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งได้กลายเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ท้าทายรัสเซียในภูมิภาคนี้ และทั้งหมดนี้ มีความแตกต่างจากนโยบายของอิหร่าน เพราะ "อย่างน้อยที่สุดผลที่จะเกิดขึ้นของการท้าทายเหล่านี้ ก็จะมาจากศักยภาพในการป้องกันด้วยขีปนาวุธที่ถูกสร้างขึ้นในยุโรปด้วยกันนั่นเอง"

Source : abtimes.net

พิมพ์จาก : http://www.ahlulbait.org/main/content.php?category=11&id=816
วันที่ : 19 พฤศจิกายน 2562
http://www.ahlulbait.org