ประเทศอิสลาม : ซาอุดิอารเบีย

ซาอุดิอารเบีย

 

ประเทศซาอุดิอารเบียตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง บนคาบสมุทรอาหรับ ทิศเหนือติดอิรัก (814 กม.) และจอร์แดน (744 กม.) ทิศตะวันออกติดคูเวต (222 กม.)กาตาร์ (60 กม.) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (457 กม.) บาห์เรน (อ่าวเปอร์เซียขั้นกลาง) ทิศตะวันตกอียิปต์ (ทะเลแดงขั้นกลาง) ทิศใต้ติดเยเมน (1,458 กม.) ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดโอมาน (676 กม.) ติดอ่าวอาหรับ (อ่าวเปอร์เซีย) ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และทะเลแดงทางทิศตะวันตก

ภูมิศาสตร์

พื้นที่ 1,960,582 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย
เมืองหลวง กรุงริยาด (Riyadh)
เมืองสำคัญ เจดดาห์ (Jeddah) มักกะห์ (Makkah) ทาอีฟ (Taif)
เมดินา (Medina) และดัมมัม (Dammam)
ประชากร 24.3 ล้านคน

อัตราการเจริญเติบโตของประชากร  3.27% (2003 est.)

กลุ่มเชื้อชาติ อาหรับ 90%, เอเชีย-แอฟโร 10%

ภาษาที่ใช้ อาหรับ

การโทรคมนาคม

โทรศัพท์สายหลัก : 3.9 ล้านเลขหมาย

โทรศัพท์มือถือ : 2.9 ล้านเลขหมาย

สถานีถ่ายทอดโทรทัศน์ : 117 ช่อง

ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต : 22 ราย

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต : 1.453 ล้านคน


ศาสนา อิสลาม (ส่วนใหญ่นับถือสุหนี่ มีชีอะห์ประมาณ 5 แสนคน)

 

หน่วยเงินตรา ริยาล

ประมุข กษัตริย์อับดุลลาห์ (The Custodian of the Two Holy Mosques King Abdullah bin Abdulaziz Al Saud)
นายกรัฐมนตรี กษัตริย์อับดุลลาห์
รมว.กต. เจ้าชายซาอุด อัลไฟซาล (Saud Al-Faysal)

เศรษฐกิจ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 416.4 พันล้าน USD (2551)
รายได้ประชาชาติต่อหัว 16,656 USD (2551)
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 6.0 (2551)
มูลค่าการค้าไทย-ซาอุดีฯ 9,207.29 ล้าน USD เพิ่มขึ้นร้อยละ 51.58 (ไทยส่งออก 1,942.66 ล้าน USD นำเข้า 7,264.63 ล้าน USD ไทย
ขาดดุลการค้า 5,321.96 ล้าน USD)
สินค้าส่งออกของไทย รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและส่วนประกอบ ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น ตู้แช่แข็งผลิตภัณฑ์ยาง
สินค้านำเข้าจากซาอุดีฯ น้ำมันดิบ เคมีภัณฑ์ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันสำเร็จรูป เหล็ก เหล็กกล้าและส่วนประกอบ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่ง และทองคำ
ทรัพยากรธรรมชาติ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ
อุตสาหกรรมหลัก น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเคมี
สินค้าส่งออกที่สำคัญ น้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
ตลาดส่งออกที่สำคัญ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน
สินค้านำเข้าที่สำคัญ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ รถยนต์ อาหารแปรรูป สิ่งทอ
ตลาดนำเข้าที่สำคัญ สหรัฐฯเยอรมนี ญี่ปุ่น จีน ฝรั่งเศส

การเมืองการปกครอง
 เดิมซาอุดีอาระเบีย มีการเมืองการปกครองตามหลักกฎหมายอิสลาม (Sharia) กษัตริย์ทรงมีอำนาจเด็ดขาดและสูงสุดในการบริหารประเทศ ต่อมาหลังสงครามอิรัก-คูเวต ในปี 2534 มีความเคลื่อนไหวของประชาชนบางส่วนเรียกร้องการมีส่วนร่วมในทางการเมือง จึงได้มีการประกาศใช้กฎหมายพื้นฐาน (basic law) ซึ่งเป็นเสมือนรัฐธรรมนูญของประเทศ กำหนดให้มีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กษัตริย์ทรงแต่งตั้งและถอดถอนคณะรัฐมนตรี แต่งตั้งสภาที่ปรึกษา (Shoura Council) โดยในการดำเนินนโยบายที่สำคัญบางด้านจะทรงปรึกษาหารือฝ่ายศาสนา ทหาร สมาชิกราชวงศ์ ภาคธุรกิจและประชาชนด้วย

ปัจจุบันรัฐบาลซาอุดีอาระเบียกำลังดำเนินการปฏิรูปทางการเมืองและการบริหาร ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากการเลือกสมาชิกสภาเทศบาลตามเมืองต่างๆ จำนวนครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด การส่งเสริมการปรึกษาหารือระหว่างทุกภาคส่วนของสังคม (national dialogue) เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการเมืองการปกครองในอนาคต

รัฐบาลซาอุดีอาระเบียเน้นนโยบายในการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพภายใน ประเทศ ในขณะเดียวกันก็พยายามเสริมสร้างบทบาทความเป็นผู้นำในโลกมุสลิมและกลุ่ม อาหรับและให้ความสำคัญกับความร่วมมือในกรอบคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าว อาหรับ (Gulf Corporation Council-GCC) เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นและความมั่นคงของกลุ่มอาหรับและกลุ่มประเทศ GCC นอกจากนั้น ปัจจุบันกษัตริย์อับดุลลาห์ยังเร่งดำเนินการต่อต้านการก่อการร้าย โดยเสนอให้จัดตั้งศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายสากล (International Center for Combating Terrorism) และการเพิ่มพูนความสัมพันธ์และความร่วมมือในประเทศในเอเชีย
ซาอุดีอาระเบีย แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 13 เขต หรือ ภาค ได้แก่
(1) Riyadh Region (2) Makkah Region (3) Eastern Region
(4) Madinah Region (5) Qassim Region (6) Aseer Region
(7) Jizan Region (8) Najran Region (9) Tabuk Region
(10) Hail Region (11) Baha Region (12) Jouf Region
(13) Northern Border Region
 กองกำลังทางทหารของซาอุดีอาระเบียประกอบด้วย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ Air Defense Force, National Guard, Ministry of Interior Forces (กองกำลังพลเรือน)

นโยบายด้านต่างประเทศ

ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญทางการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจในโลกอิสลาม กลุ่มอาหรับและภูมิภาคตะวันออกกลาง เป็นศูนย์กลางของโลกมุสลิมและเป็นที่ตั้งขององค์กรมุสลิมที่สำคัญ อาทิ Organization of Islamic Conference (OIC), GCC, Islamic Development Bank (IDB) ซาอุดีอาระเบียให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อประเทศในกลุ่ม GCC ประเทศเพื่อนบ้านและกลุ่มอาหรับในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันซาอุดีอาระเบียพยายามขยายบทบาทของตนในกระบวนการสันติภาพตะวันออก กลาง โดยเมื่อเดือน มีนาคม 2545กษัตริย์ Abdullah (ขณะทรงเป็นมกุฎราชกุมาร) ได้เสนอแผนสันติภาพ (Abdullah Peace Initiative) ตามหลักการ Land for Peace โดยขอให้อิสราเอลถอนจากดินแดนอาหรับที่ถูกยึดครองทั้งหมด เพื่อแลกกับการที่กลุ่มประเทศอาหรับทั้งหมดจะทีความสัมพันธ์เป็นปกติกับ อิสราเอล ทั้งนี้ ต่อมาแผนสันติภาพดังกล่าวได้รับการับรองจากสันนิบาตอาหรับ (League of Arab States) ให้เป็นแผนสันติภาพของประเทศอาหรับ

นอกจากนั้น ในระยะปัจจุบันซาอุดีอาระเบียได้เร่งดำเนินนโยบายปราบปรามและต่อต้านการก่อ การร้ายโดยเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐอเมริกาในสงครามการต่อต้านการก่อการ ร้าย (war on terror) การปราบปรามและการตัดช่องทางการเงินของกลุ่มก่อการร้ายโดยเฉพาะกลุ่ม Al Qaeda และเครือข่าย
- ในขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียก็กำลังดำเนินนโยบาย "มุ่งตะวันออก" เพื่อเพิ่มพูนความสัมพันธ์ ความร่วมมือและสร้างหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับประเทศในเอเชีย โดยกษัตริย์อับดุลลาห์ ได้เสด็จเยือนประเทศในเอเชีย ได้แก่ จีน (22-24 มกราคม 2549) อินเดีย (24-27 มกราคม 2549) มาเลเซีย (30 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์ 2549) และปากีสถาน (1-2 กุมภาพันธ์ 2549) ซึ่งนับเป็นการเสด็จต่างประเทศครั้งแรกของพระองค์ภายหลังการขึ้นครองราชย์
ทั้งนี้ ในการเยือนเอเชียของกษัตริย์อับดุลลาห์นี้ ทรงมุ่งขยายความร่วมมือด้านพลังงาน (น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ) กับจีน เพิ่มพูนความร่วมมือในการต่อต้านการก่อการร้าย การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ และอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมกับอินเดีย การส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมกับมาเลเซีย ในส่วนของการเยือนปากีสถานนั้น ทั้งสองฝ่ายได้ตกลง
ที่จะร่วมมือกันในการต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ
การเข้าเป็นสมาชิก ACD ของซาอุดีอาระเบีย
 ซาอุดีอาระเบียได้แสดงความจำนงขอเป็นสมาชิก Asia Cooperation Dialogue -ACD ต่อไทยในฐานะผู้ประสานงาน ACD เมื่อ 16 ธันวาคม 2547 ต่อมา ไทยได้แจ้งที่ประชุม ACD Ambassadorial Meeting ที่ กรุงเทพมหานคร เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2548 และมีการพิจารณาเรื่องนี้ในที่ประชุมระดับรัฐมนตรี ACD ครั้งที่ 4 ในเดือน เมษายน 2548 ที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ซึ่งที่ประชุมมีมติรับซาอุดีอาระเบียเป็นสมาชิกลำดับที่ 27 เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2548

ประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์ประเทศซาอุดีอาระเบียเริ่มขึ้นประมาณปี 1850 ในใจกลางคาบสมุทรอาระเบีย เมื่อ มุฮัมมัด บินสะอูด ผู้นำท้องถิ่นได้ร่วมมือกันกับ มุฮัมมัด บินอับดุลวะฮาบ ผู้นำลัทธิวะฮาบีย์ ก่อตั้งอาณาจักรใหม่ขึ้นมา เรียกว่า ราชอาณาจักรซาอุดีแรก โดยแยกออกจากอาณาจักรออตโตมัน แต่ประเทศที่เป็นซาอุดีอาระเบียในปัจจุบันนั้นสถาปนาขึ้นเป็นครั้งที่สองโดยกษัตริย์อับดุลอะซีซ อาลสะอูด (หรือเป็นที่รู้จักกันดีในนามของ อิบนุสะอูด) ในปี 1902 อิบนุสะอูด ได้ยึดริยาดซึ่ง เป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของราชวงศ์สะอูด คืนมาจากตระกูลอัลรอชีด ซึ่งเป็นศัตรูคู่แข่งของราชวงศ์สะอูด ต่อจากนั้น ก็ได้กรีฑาทัพเข้ายึดแคว้นต่าง ๆ มาได้ ได้แก่ อัลฮะสาอ์, นะญัด และ ฮิญาซ อันเป็นที่ตั้งของนครมักกะหฺ และ นครมะดีนะหฺ ในปี 1932 อิบนุสะอูด ได้ทำการรวมประเทศขึ้นเป็นราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

การเจรจาทำสนธิสัญญาแบ่งเส้นเขตแดนระหว่างซาอุดีอาระเบียกับจอร์แดน อิรัก และคูเวต มีขึ้นช่วงทศวรรษ 1920 และได้มีการจัดตั้ง "neutral zones" ขึ้นด้วยกัน 2 เขตคือระหว่างซาอุดีอาระเบีย กับอิรัก และซาอุดีอาระเบีย กับคูเวต ในปี 1971 ได้มีการแบ่งเขตเป็นกลางระหว่างซาอุดีอาระเบีย และคูเวต โดยให้แต่ละฝ่ายแบ่งทรัพยากรน้ำมันกันอย่างเท่าเทียมกัน ส่วนการแบ่งขตเป็นกลางระหว่างซาอุดีอาระเบีย กับอิรักได้เสร็จสิ้นลงในปี 1983 ทางด้านเขตแดนตอนใต้ที่ติดกับเยเมนนั้น มีการเจรจาแบ่งเขตแดนโดยสนธิสัญญาฏออิฟ ในปี 1934 (พ.ศ. 2477) แต่ก็สิ้นสุดลงด้วยการสู้รบระหว่างสองประเทศ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ เขตแดนระหว่างซาอุดีอาระเบีย และเยเมนในบางพื้นที่ก็ยังมิได้แบ่งลงไปอย่างแน่ชัด ส่วนเขตแดนที่ติดกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นั้นสามารถตกลงกันได้ในปี 1974 สำหรับเขตแดนกับกาตาร์นั้นยังเป็นปัญหาอยู่

อิบนุสะอูด สิ้นพระชนม์ในปี 1953 และพระราชโอรสองค์โตคือเจ้าชายสะอูด ได้ขึ้นครองราชย์ต่อมาอีก 11 ปี ในปี 1964 กษัตริย์สะอูด ได้สละราชสมบัติให้กับเจ้าชายฟัยศอล ซึ่งเป็นน้องชายต่างมารดาและดำรงตำแหน่ง รมว.กต.อยู่ด้วย กษัตริย์ฟัยศอล เป็นบุคคลสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียพัฒนาไปสู่ระบบที่ทันสมัย

ซาอุดีอาระเบีย มิได้ส่งกำลังทหารเข้าร่วมรบในสงครามหกวันระหว่าง อาหรับและอิสราเอล แต่ได้ให้เงินช่วยเหลือรายปีแก่อียิปต์ จอร์แยเหลือเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ ในช่วงสงครามอาหรับ-อิสราเอล ปี 1973 ซาอุดีอาระเบีย ได้เข้าร่วมการคว่ำบาตรทางน้ำมันต่อสหรัฐอเมริกา และเนเธอร์แลนด์ ในฐานะสมาชิกของ โอเปก (OPEC) ซาอุดีอาระเบีย ได้ร่วมกับประเทศสมาชิกอื่นๆ ขึ้นราคาน้ำมันในปี 1971 ภายหลังสงครามปี 1973 ราคาน้ำมันได้พุ่งสูงขึ้นอย่างมากนำความมั่งคั่งและอิทธิพลทางการเมืองมาสู่ ซาอุดีอาระเบีย ในปี 1975 กษัตริย์ฟัยศอล ถูกลอบสังหารโดยหลานชายของพระองค์เอง เจ้าชายคอลิด พระอนุชาต่างมารดาได้ขึ้นเป็นกษัตริงค์ต่อมาและยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย กษัตริย์คอลิด ได้แต่งตั้งเจ้าชายฟะหัด น้องชายต่างมารดาของพระองค์เป็นมกุฎราชกุมาร และมอบหมายให้มีอำนาจให้ดูแลกิจการภายในประเทศและต่างประเทศ ในรัชสมัยของ กษัตริย์คอลิด เศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบีย ได้มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและซาอุดีอาระเบีย ได้มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในเวทีการเมืองในภูมิภาคและในเวทีเศรษฐกิจระหว่าง ประเทศ ในปี 1982 กษัติรย์ฟะหัด ได้ขึ้นครองราชย์และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน กษัตริย์คอลิด ซึ่งสิ้นพระชนม์ลง กษัติรย์ฟะหัด ได้แต่งตั้งเจ้าชายอับดุลลอหฺ น้องชายต่างมารดาซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการ Saudi National Guard ขึ้นเป็นมกุฎราชกุมาร ส่วนเจ้าชาย Sultan รัฐมนตรีกลาโหมซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆ ของ King Fahad ได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีคนที่สอง

ภายใต้รัชสมัยของพระราชาธิบดีฟาฮัดเศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบีย ได้ปรับสภาพให้เข้ากับรายได้จากน้ำมันซึ่งมีราคาตกต่ำลงอย่างมากอันสืบ เนื่องมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกซึ่งตกต่ำลงในช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการให้มีการหยุดยิงระหว่างอิรัก-อิหร่านในปี 1988 และในการก่อตั้งคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศรัฐริมอ่าว 6 ประเทศ

ในระหว่างปี 1990-1991 พระราชาธิบดีฯ มีบทบาทสำคัญทั้งก่อนหน้าและระหว่างสงครามอ่าว (Gulf War) โดยพระองค์ได้ช่วยเป็นจุดศูนย์กลางในการระดมความสนับสนุนความช่วยเหลือ และได้ใช้อิทธิพลของพระองค์ในฐานะผู้พิทักษ์มัสญิดต้องห้ามอันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งสอง ชักชวนให้ประเทศอาหรับและอิสลามเข้าร่วมในกองกำลังผสม

 

 

 

พิมพ์จาก : http://www.ahlulbait.org/main/content.php?category=44&id=140
วันที่ : 24 ตุลาคม 2557
http://www.ahlulbait.org