คุณค่าด้านศีลธรรม : ความประมาทนำไปสู่ความเสื่อม

ความประมาทนำไปสู่ความเสื่อม

อัล-กอมะฮ์ บิน อัล-ฮาซิน รายงานว่า "ฉันได้ยินกอยส์ บิน อะซีม อัล-มินกอรี กล่าวว่า 'ฉันอยู่กับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ.) พร้อมกับคนจากเผ่าบะนีตะมีม เมื่อท่านพูดกับฉันว่า 'จงไปทำฆุซุลด้วยน้ำผสมกับซิดร์(ต้นไม้ชนิดหนึ่ง)' แล้วเขากล่าวว่า 'ฉันได้ไปทำตามที่ท่านบอกแล้วกลับมาหาท่านศาสดาและกล่าวกับท่านว่า 'โอ้ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ โปรดให้คำแนะนำที่ดีบางอย่างแก่เรา เพื่อเราจะได้ใช้ประโยชน์จากคำแนะนำนั้น' ท่านศาสดา(ศ.) กล่าวว่า 'โอ้กอยส์ แท้จริง เกียรติยศและศักดิ์ศรีนั้นมาพร้อมกับความเสื่อม และสิ่งที่มาพร้อมกับชีวิตคือความตาย และโลกนี้มาพร้อมกับโลกหน้า และจะมีการคิดบัญชีสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง และมีผู้เฝ้ามองเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง และสำหรับทุกการกระทำที่ดีนั้นจะมีรางวัลตอบแทน และสำหรับทุกการกระทำที่ชั่วร้ายจะมีการลงโทษ' " (บิฮารุล อันวารฺ เล่ม 74 หน้า 175)

ธรรมดาของโลกใบนี้คือความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มาพร้อมกับมัน ทั้งโลกนี้และมวลมนุษยชาติผู้เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ จะไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่อย่างเดียว เมื่อพิจารณาถึงจุดนี้แล้ว ความภาคภูมิใจและไร้แก่นสารของบุคคลหนึ่งถูกทำลายลงเพราะปัญหาและอุปสรรคของมนุษย์ส่วนใหญ่เกิดมาจากความประมาทของเขาเอง

ดังนั้น ถ้ามนุษย์ไม่ตกอยู่ในความประมาท พวกเขาจะไม่ปล่อยให้ตัวเองเกิดความเสื่อมและจะไม่ทำผิดบาปโดยง่ายดาย เราจะกล่าวสรุปได้ว่าความประมาทเป็นรากของความอัปโชคของมนุษย์ และเพื่อเป็นการขจัดและปกป้องมนุษย์จากสภาพที่เลวร้ายนี้ อิสลามได้นำวิธีการและช่องทางต่างๆ มาเพื่อเป็นประโยชน์สำหรับมนุษย์

สิ่งที่ช่วยขจัดทิฐิมานะและความประมาท

1)                  การให้ความสนใจต่อความสับสนวุ่นวายที่เกิดขึ้นทั่วโลกก็เพียงพอแล้วที่จะปลุกมนุษย์คนหนึ่งให้ตื่นขึ้นและมีความเจียมตัว ถ้าหากมนุษย์ได้สังเกตเห็นว่าความยิ่งใหญ่จากทุกยุคทุกสมัย(ตัวบุคคลหรือประเทศชาติ) ย่อมมีช่วงเวลาของความเสื่อมตามมา ความแข็งแรงสมบูรณ์ย่อมจะมีความเจ็บป่วยตามมา ความมั่นคงปลอดภัยย่อมจะมีภัยอันตรายและความวุ่นวายสับสนตามมา วัยหนุ่มย่อมจะมีวัยแก่ชราตามมา เมื่อนั้นมนุษย์จะเห็นความต่ำต้อยของตัวเอง และพยายามกำจัดความประมาททุกรูปแบบออกไปจากตัวเขา

เขาจะต้องรู้ว่า ตำแหน่ง, ทรัพย์สิน, อำนาจ และสะดวกสบายทางวัตถุทั้งหลายนั้นไม่จีรังยั่งยืน และไม่ว่าเขาจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม วันหนึ่ง ทุกสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นจะต้องถูกพรากไป

มันเป็นความจริงที่สำคัญอย่างยิ่ง โลกนี้จะไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่ มันจะหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราไม่สามารถเอาแน่เอานอนอะไรกับมันได้ เราจะต้องถือว่าโลกนี้เป็นเพียงสะพานและจุดข้ามผ่าน เป็นที่พักเพียงชั่วคราวเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเดินทางสู่ชีวิตในโลกหน้า มีเพียงอัลลอฮ์(ซ.บ.) ที่จะคงอยู่ตลอดไป

2) การเชื่อฟังและเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์(ซ.บ.) เป็นสิ่งสำคัญอีกสองประการที่สามารถขจัดความหยิ่งยะโสและความประมาทได้ การนมาซทำให้มนุษย์รำลึกถึงอัลลอฮ์(ซ.บ.) และขจัดความประมาทออกไปจากตัวเขา

อาจมีคนถามว่า เราต้องทำนมาซไปจนถึงเมื่อไหร่?" จงตอบพวกเขาไปเถิดว่า "ตราบใดที่เรายังอยู่บนโลกใบนี้ เราต้องทำนมาซต่อไป เพราะแท้จริงแล้ว เราเองที่จำเป็นต้องมีการนมาซ" เราต้องยกมือของเราขึ้นแสดงความต้องการในการนมาซนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าพระผู้ทรงเป็นอิสระโดยสิ้นเชิงจากความจำเป็นต้องการทั้งปวง และจากพระองค์เท่านั้นที่เราต้องขอการเยียวยาจิตวิญญาณเพื่อรักษาตัวของเรา ดังนั้น การนมาซจะขจัดความประมาทของเราและปลุกจิตวิญญาณของเราให้ตื่นอยู่เสมอ

3) การเผชิญหน้ากับความลำบากยากแค้นก็สามารถขจัดความประมาทออกไปจากมนุษย์ได้ เมื่อต้องพบกับความยากลำบาก เราจะเห็นในขั้นแรกว่ามันยากที่จะผ่านพ้นไปได้ แต่เมื่อเรามองปัญหาเหล่านั้นอย่างละเอียดรอบคอบ เราจะพบว่าแท้จริงแล้วมันเป็นความโปรดปรานสำหรับเรา กล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ความลำบากยากแค้นทั้งหมดเหล่านั้นเป็นเพียงด้านหนึ่งของเรียนเท่านั้น ในขณะที่อีกด้านหนึ่งเป็นความสุขและความพึงพอใจที่เขาจะได้(หลังจากผ่านพ้นบททดสอบนั้นไปได้)

บททดสอบและความยากลำบากเหล่านี้ เมื่อมองในมุมหนึ่งเป็นเป็นความท้าทายที่อาจทำให้มนุษย์ท้อแท้ได้ แต่อย่างไรก็ตามในอีกมุมหนึ่ง มันมีความเมตตาและความโปรดปรานอยู่ในนั้นด้วย

ประเด็นสำคัญอีกอย่างหนึ่งในรายงานคำสอนของท่านศาสดา(ศ.) บทนี้ก็คือ เราจะต้องรู้และเข้าใจไว้ด้วยว่า ทุกการกระทำที่เราแสดงออก แม้มันจะใหญ่หรือเล็ก อยู่ภายใต้การเฝ้ามองดูและถูกจดบันทึกไว้ทั้งสิ้น

อัลลอฮ์(ซ.บ.) ผู้ทรงสูงส่งยิ่ง ผู้ทรงอยู่เหนือสรรพสิ่งทั้งหลาย ทรงเฝ้ามองดูและทรงเห็นสิ่งที่เราทำ แล้วเทวทูตสององค์ได้รับบัญชาให้เป็นพยานและบันทึกทุกอย่างลงในบันทึก และแม้แต่แผ่นดินที่เขาอาศัยอยู่ รวมทั้งส่วนต่างๆ ของร่างกายเขา จะเป็นพยานต่อตัวเขาในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ

ยิ่งกว่านั้น มีรายงานฮะดีษระบุไว้ว่า แม้แต่วัน (ทุกยุคทุกสมัย) จะเป็นพยานในวันแห่งการพิพากษาด้วย เกี่ยวกับการกระทำและผลงานของเรา

เราจึงต้องรับรู้ไว้ว่า เราอยู่ภายใต้การเฝ้ามองและพิจารณาอย่างใกล้ชิดในทุกชั่วขณะของชีวิตเรา

Source : rafed.net


พิมพ์จาก : http://www.ahlulbait.org/main/content.php?category=8&id=1441
วันที่ : 13 ธันวาคม 2562
http://www.ahlulbait.org