คุณค่าด้านศีลธรรม : คำโกหกที่ผู้หญิงเชื่อ ตอนที่ 2

 

คำโกหกที่ผู้หญิงเชื่อ ตอนที่ 2

           ปัจจุบันสถิติผู้หญิงเยอะกว่าผู้ชาย ด้วยเหตุนี้ทำให้สังคมปัจจุบันกับสังคมในอดีตกลับกัน แทนที่ผู้ชายจะเป็นฝ่ายตามเกี้ยวพาราสีกลับเป็นฝ่ายที่ถูกผู้หญิงไล่ล่าตามจีบตามยั่วยวนทำทุกวิธีเพื่อให้ฝ่ายชายมาสนใจตนเพราะคิดว่าถ้าไม่เป็นฝ่ายเริ่มก่อนก็ไม่มีผู้ชายใดมาสนใจ
          มีผู้หญิงจำนวนมากที่ไม่มีความยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้าพวกเธอเหล่านั้นจะไม่สนว่าจะเป็นชายที่มีภรรยาแล้วหรือไม่ บางคนที่แต่งงานแล้วก็มีพฤติกรรมแบบที่ว่านี้ เพราะพวกเธอจะรู้สึกมีค่าก็ต่อเมื่อได้รับความสนใจจากผู้อื่น แต่ผู้หญิงที่ยำเกรงพระเจ้านั้นเธอจะใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาดไว้วางใจในพระเจ้าในทุกเรื่องแม้แต่เรื่องคู่ครอง 
            ท่านหญิงฟาติมะฮ์ได้กล่าวไว้ว่า "สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสตรีคือ เธอจะต้องไม่มองบุรุษเพศ และจะต้องไม่ให้บุรุษเพศมองเห็นนาง"คำกล่าวของท่านหญิงฟาติมะฮ์มีความหมายมากกว่าการมองทางกายภาพ แต่มันหมายถึงพฤติกรรมทุกอย่างของผู้หญิงทั้งภายนอกและภายใน ถ้าจะใคร่ครวญถึงการสร้าง พระองค์ได้ออกแบบผู้หญิงมาเพื่อให้เป็นแบบไหน ฉลาดหรือไม่ที่ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายตามตื้อบรรดาผู้ชาย
           บางคนอาจจะคิดว่า คำจำกัดความของคำว่ายั่วยุนั้นหมายถึง ทุกสิ่งที่ผู้หญิงทำแล้วเป็นเหตุทำให้เพศตรงข้ามสนใจ บางคนคิดว่าอาจจะหมายถึงการแต่งกายที่ยั่วยวน ความจริงแล้วยังมีคนที่แต่งตัวเรียบร้อย ดูเคร่งศาสนา แต่อยู่ในพวกยั่วยุผู้ชายก็มี แต่คำจำกัดความของหญิงที่อยู่ในลักษณะยั่วผู้ชาย คือ หญิงที่ชอบโอ้อวด เดินคอเชิดอวดโฉม ชอบเกี้ยวพาราสีด้วยสายตาหรือส่งสายตาที่มีเสน่ห์ให้ผู้ชาย ก้าวเท้าเร็วเบาอย่างมีมารยาท เดินย้ายสะโพก ส่ายผมไปมา ชอบโอ้อวดด้วยเสื้อผ้าสวยๆเครื่องประดับที่ดูหรูหรา ทะนงตัว ไม่มีสาระ ใช้เสน่ห์ของภาษากายในการเรียกร้องความสนใจให้กับตัวเองไม่ว่าจะเป็นตา ปาก หรือ ทรวดทรง ทำให้ตัวเองเด่นโดยใช้ความอ่อนแอของความเป็นหญิง พูดจาออดอ้อน อ่อนหวาน เมื่อชายใดได้ฟังก็น่าชื่นใจ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับหญิงแพศยา
         การไล่ตามผู้ชายเป็นเรื่องที่สนุกสำหรับผู้หญิงในปัจจุบัน แต่หากเราอยากจะให้ชีวิตเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าจำเป็นที่เราจะหลีกห่างกับเรื่องเช่นนี้ และที่สำคัญการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ลงรูป ไม่ว่าจะใน facebook หรือในเวบไซต์ต่างๆ บางครั้งการลงรูปก็เหมือนกับการร้องตะโกนให้คนอื่นรับรู้ว่า "เฮ้ มาดูฉันซิสวยไหม" แม้ข้อความของเธอจะไม่เป็นที่น่าสนใจของผู้อ่านก็ตาม
         ผู้หญิงหลายคนอาจจะไม่รู้ว่าการยั่วยุผู้ชายเป็นเหมือนหินสะดุดให้เธอล้มลง แทนที่จะเดินในทางที่เธอควรจะเดิน แต่การยั่วยุกลับเป็นกับดักที่ใช้ดักตัวเองจนชีวิตต้องเสียหาย จำเป็นต้องสำรวจตัวเองว่าได้มีคุณสมบัติแบบนั้นหรือไม่ เพื่อเราจะได้เปลี่ยนตัวเองไม่เชื่อคำโกหกที่เป็นการทำร้ายตัวเอง ไม่มีใครรู้ว่าการแต่งตัวหรือลักษณะการกระทำต่างๆนั้นมีเป้าหมายอะไรนอกจากอัลลอฮ์ หากการกระทำของท่านจงใจเพื่อยั่วยุผู้ชาย ไม่ว่าท่านจะเคร่งศาสนามากแค่ไหนท่านก็พิจารณาตัวเองเถิดเพราะไม่มีใครที่จะมารับโทษแทนท่านได้ เพราะการกระทำทุกอย่างขึ้นอยู่กับเจตนาในใจของท่าน หากท่านมีเจตนาที่ดีท่านก็ได้รับผลดีแต่ถ้าเจตนาของท่านไม่ดี ท่านก็จะได้รับผลของมันในวันพิพากษาใครทำอะไรคนนั้นก็จะต้องรับผิดชอบในการกระทำของตัวเองเมื่ออยู่ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์
        ด้วยเหตุนี้สิ่งที่ท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ)กล่าวไว้จึงต้องให้ความสำคัญเพราะเป็นสิ่งที่สอนเราในการดำเนินชีวิตบนโลกนี้อย่างสง่างามได้เป็นอย่างดี รู้จักแยกแยะผิดถูก ควรหรือไม่ควร เหมาะสมหรือไม่ และไม่ใช่มีผลกับเราแค่ในโลกนี้เท่านั้นแต่มันมีผลถึงอาคีรัตโลกหน้าด้วย

Source : muslimahthai.com
แก้ไข ตรวจทาน โดย Batoul Jj
พิมพ์จาก : http://www.ahlulbait.org/main/content.php?category=8&id=1697
วันที่ : 18 มกราคม 2564
http://www.ahlulbait.org