สังคม ครอบครัว : องค์กรศาสนาในสังคมมุสลิมควรเป็นอย่างไร ?


องค์กรศาสนาในสังคมมุสลิมควรเป็นอย่างไร ?
โดย.... รำมะนา


องค์กรศาสนาของสังคมมุสลิมจำเป็นต้องมีการพัฒนา
คนที่ทำงานในองค์กรศาสนาในสังคมมุสลิมก็เป็นเหมือนกับคนที่ทำงานในองค์กรอื่นๆ กล่าวคือ มีคนทำงานจำนวนไม่น้อย ที่ยังพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ ซึ่งแม้ว่าในมุมหนึ่งจะเป็นเรื่องดี แต่การยอมจำนนต่อสภาพที่เป็นอยู่ ทำอยู่ คิดว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว อาจส่งผลให้ไม่เกิดความต้องการพัฒนาตนเอง ไม่ได้คิดปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น อัลกุรอานมีโองการความว่า "แท้จริงอัลลอฮ์มิได้เปลี่ยนแปลงสภาพของคนกลุ่มใด จนกระทั่งพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงโดยตัวของพวกเขาเอง"


ฉะนั้น ถ้าองค์กรศาสนามีบุคลากรที่มีลักษณะนี้จำนวนมาก ก็จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ช้ามาก ซึ่งในความเป็นจริงหากคนทำงาน ทำงานด้วยความกระตือรือร้น ทุ่มเท เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวตลอดเวลา จะทำให้เกิดความมุ่งมั่น และมีจิตวิญญาณที่สงบมั่นกับการทำงาน ส่งผลต่อตนเองที่จะได้รับการพัฒนาศักยภาพมากขึ้นผ่านงานที่ทำ รวมทั้งองค์กรจะได้รับผลดีด้วย


องค์กรศาสนาของสังคมมุสลิม ต้องมีคนไม่กลัวความยากลำบาก
เมื่อคนทำงานไม่กลัวความยากลำบาก กิจการทั้งหลายขององค์กร ก็จะบรรลุสู่ความสำเร็จอย่างแน่นอน เพราะว่า ความสำเร็จนั้น คือสิ่งซึ่งแลกมาด้วยการทุ่มเท เสียสละ และยินดีทำงานหนัก

"และจงอย่าท้อแท้ จงอย่าเศร้าระทม แต่จริงอัลลอฮ์ ทรงอยู่กับบรรดาผู้อดทน"(อัลกุรอาน)


องค์กรใดก็ตามมีบุคลากรลักษณะนี้จำนวนมาก ก็ย่อมสามารถบรรลุถึงเป้าหมายขององค์กรได้โดยง่าย ในทางกลับกันหากองค์กรทางศาสนาเต็มไปด้วยคนทำงานที่กลัวความยากลำบาก เป็นคนไม่สู้ หนีปัญหา ย่อมเป็นการยากที่องค์กรจะประสบความสำเร็จได้
"แท้จริง พร้อมกับความยากลำบากนั้นจะมีความสะดวก และพร้อมกับความยากลำบากนั้นจะมีความสะดวก" (อัลกุรอาน)

องค์กรศาสนาของสังคมมุสลิมต้องมีความพร้อม
เมื่อใดก็ตามที่คนในองค์กรศาสนามีความรู้สึกว่าตนเองไม่พร้อม จะมีส่วนร่วมในความรับผิดชอบ หรือไม่พร้อมที่จะทำสิ่งที่ดูเหมือนกับจะเกินความสามารถของตน โดยใช้เหตุผลว่าตนเองไม่มีศักยภาพเพียงพอ เช่น ตนเองไม่มีความรู้ ความสามารถ ก็ยากที่องค์กรนั้นจะพัฒนาไปสู่ความสำเร็จ ในความเป็นจริง ไม่มีใครพร้อมทุกอย่าง ถ้าต้องรอให้พร้อม ก็คงจะไม่มีใครสามารถทำสิ่งใดได้เลย

องค์กรศาสนาของสังคมมุสลิมต้องสร้างความผูกพัน
โดยเฉพาะองค์กรชี้นำทางศาสนา จะต้องมีบทบาทและหน้าที่ประการหนึ่ง นั่นคือ การทำให้คนทำงานปรารถนาจะใช้ศักยภาพของตนเพื่อพัฒนาองค์กร เพราะเมื่อคนทำงานมีความรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ก็พร้อมที่จะทุ่มเทให้กับองค์กร ผลสะท้อนจะออกมาเป็นความอยากร่วมผูกพัน หรือมีส่วนร่วมรับผิดชอบงานต่าง ๆ เกินกว่าขอบเขตงานที่ได้รับ โดยมีความตระหนักว่า คนทำงานที่ทุ่มเทศักยภาพให้กับองค์กร ประโยชน์จะไม่ตกแก่องค์กรเพียงฝ่ายเดียว

ที่สำคัญ ตัวคนทำงานเองจะได้รับการฝึกฝนทักษะ และพัฒนาความสามารถที่มีอยู่ ค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่ เกิดการคิดสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ มากกว่าทำงานตามขอบข่ายงานที่กำหนดได้ เปรียบเหมือนกับอ้อยที่ถูกบีบคั้นเอาน้ำออกจนหมด เหลือเพียงกากเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ในสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน คนทำงานศาสนาจะมีความผูกพันกับองค์กรสูง เพราะเขายึดในหลักการเสมอว่า ความสำเร็จขององค์กร ก็เท่ากับความสำเร็จส่วนตัวไปด้วยส่วนหนึ่ง องค์กรทางศาสนาในอิหร่านจึงมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว


อุปสรรคสำหรับความก้าวหน้าขององค์กรทางศาสนาที่สำคัญประการหนึ่ง คือทัศนคติที่ไม่ถูกต้องในการทำงาน มองการทำงานเป็นภาระหนัก ให้ความสำคัญกับความสำเร็จส่วนตัวมากกว่าความสำเร็จของภาพรวม การทำงานขาดความรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ ทำให้ไม่อยากทุ่มเทเพราะคิดว่า แม้จะทำมากหรือทำน้อย ตนเองจะไม่ได้รับผลประโยชน์ ความคิดดังกล่าวเป็นความคิดของคนที่สนใจเพียงเป้าหมายในส่วนตัว คนทำงานต้องตระหนักว่า ถึงแม้เป้าหมายส่วนตัวจะประสบความสำเร็จ

แต่ถ้าเป้าหมายภาพรวมล้มเหลวความสำเร็จที่เกิดขึ้น ก็เป็นแต่เพียงความสำเร็จจอมปลอม ส่วนความสำเร็จแท้ คือ ความสำเร็จในเป้าหมายภาพรวมที่ส่งผลต่อสังคม อันหมายถึงความสำเร็จในเป้าหมายส่วนตัวได้ด้วยเช่นเดียวกัน

 

พิมพ์จาก : http://www.ahlulbait.org/main/content.php?category=9&id=456
วันที่ : 21 เมษายน 2562
http://www.ahlulbait.org